2009/Jun/28





“พี่ฮยอกแจ” เสียงหวานเจือสะอื้นดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทำงาน ยังไม่ทันที่คนถูกเรียกจะหันไปหาทั้งตัว ร่างทั้งร่างก็ถูกโถมเข้ากอดเต็มแรง ดีที่มีพนักเก้าอี้ค้ำยันไว้ ไม่อย่างนั้นฮยอกแจคงจะลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ต้องสงสัย

“เป็นอะไรไป ยอนแจ” ฮยอกแจถามร่างเล็กบางที่ซุกอยู่กับอกด้วยความสงสัย ลูบหลังลูบไหล่ให้อีกฝ่ายคลายจากอาการตื่นกลัวที่ตัวเขาเองยังไม่รู้สาเหตุเบาๆ

“ฉัน...ฉันฝันร้าย”

“หือ?...”

“พี่ฮยอกแจ มันน่ากลัวมากเลย ฉันกลัว” ร่างเล็กยิ่งซุกเบียดเข้าหาอย่างต้องการที่พึ่ง ตัวสั่นไปหมดอย่างน่าสงสาร ฮยอกแจจึงกระชับอ้อมกอดเข้าให้น้องคลายใจ คิ้วเรียวขมวดน้อยๆยามเอ่ยถาม

“ฝันว่ายังไงล่ะ เรื่องเดิมหรือเปล่า?” ใบหน้าหวานที่ซุกอยู่กับอกพยักแรง ร่างน้อยยิ่งสั่นสะท้านจนฮยอกแจต้องรีบเอ่ยปลอบ

“มันก็แค่ฝันนะยอนแจ ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก”

“แต่...แต่ฉันฝันซ้ำๆแบบนี้ทุกคืนเลยนะ ฝันว่าฉันหลงเข้าไปที่ไหนก็ไม่รู้ มีแต่เลือดและสงคราม เสียงกรีดร้องของผู้คน และ...และผู้ชายคนนั้น”

หญิงสาวยิ่งกระชับอ้อมแขนรอบร่างพี่ชายฝาแฝดของตนเองแน่นเข้า เมื่อนึกถึงฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนอยู่นานนับเดือน ในฝัน...เธอหลุดเข้าไปที่ไหนก็ไม่รู้ รู้เพียงแต่เป็นที่ๆเธอไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เสียงฝีเท้าม้าที่กระหน่ำไปทุกทิศทาง เสียงผู้คนกรีดร้องอย่างทรมาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับสายลมร้อนที่พัดบาดลึกเข้าผิวหนัง เสียงอาวุธที่ดังอยู่รอบด้าน และที่น่ากลัวที่สุด...เสียงของผู้ชายคนนั้น


“ฆ่ามัน...ฆ่ามันให้สิ้น อย่าให้พวกมันเหลือรอดในดินแดนของเรา!!!”



น้ำเสียงกร้าวกระด้างน่าเกรงขามดังลั่นไปทั่วทุกสารทิศ บุรุษลึกลับบนอาชาสีดำสนิทที่มีนัยน์ตาสีรติกาลดุดัน ดวงตาคู่นั้นกวาดมองซากศพที่ล้มตายนับร้อยนับพันอย่างสาแก่ใจ ทั้งๆที่เห็นหน้าไม่ชัดเจน แต่ก็รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจนเธอหวาดกลัวจับหัวใจ

 “ไม่มีอะไรหรอก เอาอย่างงี้ดีไหม ถ้ายอนแจกลัววันนี้ก็นอนกับพี่เลยแล้วกัน” ฮยอกแจตัดสินใจจับจูงมือเล็กที่ยังเกาะชายเสื้อเขาไม่ปล่อยให้เดินตามออกมาด้วยกัน ตาเรียวหวานสีอ่อนกวาดมองงานที่ยังคั่งค้างบนโต๊ะด้วยความหนักใจแว่บหนึ่ง พรุ่งนี้เขาจะต้องส่งวิทยานิพนธ์ส่วนแรกให้อาจารย์แล้ว มีหลายที่ที่ต้องตรวจทานอีกพอสมควรถึงจะวางใจได้ แต่ในเมื่อยอนแจเป็นแบบนี้ เขาก็ต้องเลือกที่จะดูแลน้องสาวคนเดียวของเขาก่อน เพราะยอนแจสำหรับเขาแล้ว...สำคัญมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เขาจะต้องดูแลน้องให้ดี ให้สมกับที่พ่อและแม่ฝากฝังไว้ก่อนจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ


//ดูแลน้องให้ดีนะฮยอกแจ พ่อกับแม่ฝากน้องด้วยนะ//

//ครับ...ผมจะดูแลน้องให้ดีที่สุด จะไม่ให้พ่อกับแม่เป็นห่วงแน่นอน ผมสัญญา//



นั่นคือคำสัญญาที่เขาให้ไว้กับพ่อและแม่เมื่อครึ่งปีที่แล้ว เนื่องจากท่านทั้งสองต้องย้ายไปทำงานไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง อันที่จริงพวกท่านก็อยากให้เขาและยอนแจย้ายตามไปที่นั่นด้วย แต่เขาและน้องก็ไม่อยากจะไปเริ่มต้นใหม่ที่ไหนอีก พวกเขาอยากจะอยู่ในสถานที่ๆเป็นบ้านเกิดมากกว่าจะเดินทางไปเรื่อยๆแบบนั้น พ่อกับแม่เขาก็ไม่ขัดใจ เพราะมั่นใจว่าเขาจะดูแลยอนแจได้เป็นอย่างดี และเขาก็จะไม่มีวันทำให้พวกท่านผิดหวังแน่นอน

“เอาล่ะ...นอนได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะนั่งอยู่เป็นเพื่อน” จัดแจงจับร่างบอบบางที่ยังสั่นน้อยๆให้นอนลงแล้วห่มผ้าห่มคลุมให้ถึงคอ ปาดเช็ดน้ำตาที่ยังเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าเนียนใสออกจนหมด

“แล้ว...แล้วถ้าฉันฝันอีกล่ะ ฉันไม่อยากนอนเลยพี่ฮยอกแจ ฉันกลัว” มือเรียวบางบีบกระชับมือเขาแน่น ฮยอกแจยิ้มอ่อนพลางลูบกลุ่มผมสีดำนิ่มสลวยเบาๆ

“ไม่ต้องกลัวนะยอนแจ พี่อยู่ทั้งคน พี่จะไม่ให้ใครมาทำอะไรน้องสาวพี่ได้หรอก”

“จริงๆนะพี่ฮยอกแจ อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวนะ” ออดอ้อนทั้งๆที่เสียงยังสั่น ฮยอกแจพยักหน้ารับคำหนักแน่นจนเด็กสาววางใจ ในที่สุด...ดวงตาคู่หวานที่เหมือนกับเขาราวกับพิมพ์เดียวกันก็ค่อยๆหรี่ปิดลง

ฮยอกแจลอบผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ในหัวใจรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าทำไมน้องสาวฝาแฝดของตัวเองจะต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ ฝันร้ายเรื่องเดียวซ้ำไปซ้ำมา ตามหลอกหลอนให้ยอนแจหวาดผวาทุกคืนวัน คนเป็นพี่อย่างเขารับรู้ แต่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยแม้สักนิดเดียว

ทำยังไง...จะให้เขาทำยังไงได้บ้างนะ

ตาเรียวสวยสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองขึ้นไปบนผืนฟ้าผ่านบานหน้าต่างที่เปิดไว้ อธิษฐานวอนขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในใจ หากเป็นไปได้...เขาจะขอรับความทุกข์ทรมานทั้งหมดของยอนแจไว้แต่เพียงผู้เดียว





อธิษฐานเอย อธิษฐานใด
จะลุล่วงสมดั่งใจได้ดังหมาย
แรงจิตกล้าแน่วแน่หวังมุ่งตั้งใจ
ศักดิ์สิทธิ์ใดจะเทียบได้...ดั่ง “ดวงใจอธิษฐาน”




.
.
.



“เฮ้ยไอ้ไก่ มัวเหม่อลอยไปไหนวะ” แรงตบหนักๆจากทางด้านหลัง ทำเอาคนที่ยืนเหม่อลอยเกือบ 10 นาทีแล้วถึงกับถลาไปข้างหน้า ตั้งหลักได้ฮยอกแจก็หันขวับมาแยกเขี้ยวใส่ผู้ประทุษร้ายทันที

“ไอ้ซาลาเปาบ้า เกิดฉันหน้าทิ่มใส่แจกันโบราณนี่เสียหายจะทำยังไงห๊า!!” ฮยอกแจโวยลั่นเมื่อถลาลงเฉียดกับแจกันดินเผาโบราณอายุกว่าร้อยปีแบบเฉียดฉิว

“อ้าว...หน้าแกก็แหกเสียโฉม แล้วยังต้องถูกจับยัดเข้าตาราง โทษฐานทำลายหลักฐานทางโบราณวัตถุของชาติไงล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” แทนที่จะสลด เยซองกลับหัวเราะร่าเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน ฮยอกแจแทบจะกระโดดงับคอไอ้ซาลาเปาป่วนที่เล่นไม่ดูตาม้าตาเรืออยู่แล้วถ้าไม่มีเสียงของใครบางคนห้ามเอาไว้เสียก่อน

“พอเลยทั้งคู่นั่นแหละ เรามาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์นะไม่ได้มาสวนสนุก อายุก็ปาเข้าไปตั้งยี่สิบสองแล้วยังเล่นเป็นเด็กสองขวบกันอยู่ได้”

หยุดชะงักไปต่อกันไม่เป็นเมื่อเจอสายตาพิฆาตจากร่างน้อยที่พึ่งจะเดินเข้ามา รยออุคถอนหายใจพลางส่ายหน้าระอากับอาการ “โตแต่ตัว” ของคนทั้งคู่

“พวกนายจะเล่นอะไรก็ให้ดูหน่อยสิ นี่มันโบราณสถานนะไม่ใช่สนามเด็กเล่น ของทุกชิ้นที่นี่มีคุณค่าแค่ไหนพวกนายก็รู้ เกิดเสียหายไปจะรับผิดชอบกันไหวหรือไง”

“รยออุคอ่า~~” เยซองครางอ่อดอ่อยพลางขยับเข้าไปออดอ้อนคนตัวเล็กที่ยืนค้อนให้ มือก็ไต่ไปกอดเอวคอดไว้คลอเคลียคล้ายแมวให้อีกฝ่ายใจอ่อน

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย”

“รยออุคอ่า ก็ไอ้ไก่นี่มันมัวแต่ยืนเหม่อลอยไม่ยอมหาข้อมูลสักที ฉันก็แค่อยากทำให้สติสตังค์ของมันกลับมาเฉยๆอ่ะ”

ไปได้น้ำขุ่นๆเลยนะไอ้ซาลาเปา ทำให้เขาหายเหม่อน่ะแค่สะกิดเบาๆก็ได้ แต่นี่มันเล่นตบหลังดังป้าปจนหน้าคว่ำ ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ยว่ามันแค่จะเรียกสติ ไม่ใช่จะ
ฆาตรกรรมเพื่อนของมันโดย “รู้เท่าถึงการณ์” น่ะ

“ฮยอกแจ นายเองก็เหอะ เดี๋ยวนี้ทำไมเหม่อบ่อยจัง มีอะไรในใจหรือเปล่า” รยออุคหันมาถามเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง อันที่จริงตัวเขาเองก็สังเกตมาสักพักแล้วเหมือนกันว่าฮยอกแจมักจะชอบเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวบ่อยๆ บางทีถ้าพวกเขาไม่ทักก็นั่งเหม่อได้เป็นชั่วโมง เห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก” ฮยอกแจพยายามปั้นยิ้มให้ทั้งๆที่จิตใจห่อเหี่ยวเต็มที ยิ่งหวนคิดไปถึงน้องสาวฝาแฝดก็ยิ่งเครียดมากขึ้น พอจะเดาได้ว่าตอนนี้ยอนแจก็คงจะรู้สึกไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก


ใครเลยจะเข้าใจ...ฝาแฝดมักจะถูกผูกโยงกันไว้ด้วยสายใยประหลาด

ฝ่ายหนึ่งรู้สึกอย่างไร...อีกฝ่ายก็มักจะไม่ต่างกัน



“มีอะไรก็บอกกันสิวะไอ้ไก่ ทำมาเป็นมาอมพะนำไว้อยู่ได้ คิดหลายๆหัวน่ะดีกว่าหัวเดียวนะเฟ้ยจะบอกให้” เยซองช่วยผสมโรงหวังทำคะแนนกับคนที่ตัวเองทำเนียนกอดเอวไว้ไม่ปล่อยสุดฤทธิ์

“ใช่...ฮยอกแจ มีอะไรก็พูดมาเถอะ เราเป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่หรอ” โดนแบบนี้เข้าไปฮยอกแจเลยได้แต่พูดไม่ออก ดวงหน้าขาวนวลเนียนถอนใจน้อยๆยอมแพ้ ยอมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับน้องสาวฝาแฝดของตัวเองให้เพื่อนฟังอย่างหมดเปลือก

“เอ๋...ฝันซ้ำๆมาเป็นเดือนเลยงั้นหรอ” รยออุคทำตาโตเมื่อเขาบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างจบ

“ใช่...”

“แล้วแถมระยะหลังๆมาก็ฝันถึงทุกคืนด้วย?” เยซองทำตาโตตามไปด้วยอีกคน

“อืม...”

“เจ้ากรรมนายเวรเปล่าวะ โอ๊ย!!!” ไม่ต้องรอให้เขาลงมือเอง รยออุคก็ตีเพี๊ยะเข้าที่หลังไอ้คนปากเสียแทนเขาทันที

“พูดอะไรน่ะเยซอง ไร้สาระ!”

“อ้าว...ก็มันจริงนี่นา ฝันถึงคนเดิมๆซ้ำๆซากๆ เอ...หรือยอนแจจะดูหนังมากไป” ดูความคิดมันแต่ละอย่าง นี่ไอ้ซาลาเปามันจะมีสมองไว้คั่นหูอย่างเดียวจริงๆใช่ไหมเนี่ย

“พอเลยนะเยซอง ถ้าไม่มีความคิดดีๆแล้วล่ะก็เงียบไปเลยไป” รยออุคตวัดตาดุใส่ซาลาเปาปากบอนที่เกาะหลังเกาะไหล่อยู่ให้เงียบเสียงลง ก่อนจะหันมาหาฮยอกแจที่ยืนหน้าซีดอยู่อีกครั้ง

“คงไม่มีอะไรหรอกมั๊งเนอะ เอ่อ...แล้วนายลองพายอนแจไปหาหมอบ้างหรือยัง”
ฮยอกแจส่ายหน้าช้าๆ

“ยอนแจไม่ยอมไปหาหมอ บอกว่ากลัวหมอจะหาว่าบ้า”

“แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่หรอ เดี๋ยวทั้งนายทั้งยอนแจก็แย่เอาหรอก”

รยออุคพอจะเดาได้เลยว่า ตอนนี้ยอนแจคงจะกลัวกับการหลับตาลงในตอนกลางคืนอย่างมากแน่นอน ลำบากแค่ไหนกว่าจะหลับลงได้แต่ละครั้ง และฮยอกแจก็คงไม่ต่างกัน หากน้องหลับไม่ลง มีหรือที่ฮยอกแจจะทิ้งน้องสาวตัวเองแล้วหลับสบายคนเดียวได้ เฮ้อ...เดี๋ยวก็ได้ล้มพร้อมๆกันทั้งพี่ทั้งน้องหรอก

“เอ...อาจจะเป็นคนที่ผูกพันกับยอนแจมาตั้งแต่ชาติที่แล้วหรือเปล่า เขาถึงมาเข้าฝันอ่ะ”

“เยซอง!!” รยออุคหันไปดุคนที่ยื่นหน้าออกมาเสนอความคิดเห็นอีกครั้ง แต่คราวนี้เยซองทำท่าครุ่นคิดจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นเหมือนเดิม

“ก็ฉันเคยดูในรายการโทรทัศน์พวกสิ่งลี้ลับ เขาบอกว่าคนที่เราฝันเห็นบ่อยๆแต่ไม่มีตัวตนมักจะเป็นคนที่ผูกพันกับเรามาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แต่...เขาอาจจะยังไม่มาเกิด”

“นาย...หมายถึงผีหรอ” คราวนี้รยออุคถึงกับย่นคอ เริ่มรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

“ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะ เรื่องแบบนี้น่ะ”

“นายจะบอกว่าคนที่มาหายอนแจในฝัน อาจจะเป็นคนที่เคยผูกพันกับยอนแจเมื่อชาติที่แล้วงั้นหรอ?” ฮยอกแจทวนถามอีกทีเพื่อความแน่ใจ

“อืม...มันก็มีโอกาสเป็นไปได้นะ ไม่แน่...เขาอาจจะเป็นคนรักของยอนแจเมื่อชาติที่แล้วก็ได้นะ” เยซองโคลงหัวไปมา คำพูดดูเรียบเรื่อยก็จริงแต่แววตากลับจริงจังจนเขาและรยออุคถึงกับพูดไม่ออก

“เยซอง...แน่ใจหรอ” เห็นคนที่ตัวเองเนียนกอดอยู่ตัวเริ่มสั่นเยซองก็ยิ้มให้ แถมเอากำไรด้วยการแอบฟัดแก้มนิ่มๆตรงหน้าไปอีกที

“เดาเอาน่ะ...” ซาลาเปาหน้าเป็นยิ้มทะเล้นให้ทีหนึ่ง รยออุคถึงกับค้อนตาคว่ำให้คนเจ้าเล่ห์ที่ทำให้ใจเสียเกือบตายอย่างโกรธๆ เดือดร้อนให้เยซองต้องรีบออดอ้อนงอนง้อกันเป็นการใหญ่


แต่...ทำไมฮยอกแจถึงไม่รู้สึกโล่งใจอย่างรยออุคนะ


ถ้อยคำที่ได้ยินยังคงวิ่งวนอยู่ในหัวสมองกลับไปกลับมา ในสมองส่วนลึกร้องเตือน
ในส่วนลึกสุดของจิตใจตะโกนก้อง


สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่...อาจจะไม่ใช่แค่สิ่งที่เรียกว่า “เดา” เท่านั้นก็ได้...



.
.
.



“พี่ฮยอกแจ”

เสียงใสดังมาจากทางด้านหลังเรียกให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการจดบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นล่าสุดหันกลับไปหา ดวงตาสวยสีดำสนิทภายใต้แผงขนตายาวงอนเต้นระริกอย่างมีชีวิตชีวายามวิ่งตรงมาที่เขา ร่างบางในชุดลูกไม้สีชมพูพลิ้วไสวไปตามแรงลมที่พัดผ่านส่งผลให้เจ้าของร่างยิ่งดูบอบบางน่าทะนุถนอมไปทุกสัดส่วน ใบหน้าขาวใสนวลเนียนออกเรื่อแดงเล็กน้อยเพราะแรงวิ่งและอากาศที่อบอ้าว กลีบปากอิ่มแดงแย้มยิ้มกว้างให้เขาจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงเป็นระเบียบสวยงาม


ในสายตาฮยอกแจ...
ยอนแจคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ น้องสาวคนเดียวที่เขาต้องปกป้องดูแล

แต่ในสายตาคนอื่น...
ยอนแจคือหญิงสาวที่งามพร้อม สวย...บอบบางจนแทบหยุดหายใจ



“มาทำอะไรที่นี่น่ะยอนแจ ไม่มีเรียนที่คณะแล้วหรอ” ฮยอกแจถามขึ้นทันทีที่น้องสาวมาหยุดยืนตรงหน้า

“หมดแล้วค่ะ พอดีมีพรายกระซิบบอกว่าพี่ฮยอกแจแอบหนีมาเที่ยวแถวๆนี้ ฉันก็เลยขอติดรถมาหาพี่ด้วย” ดูพูดเข้า...ฮยอกแจถึงกับส่ายหน้า

“พี่มาเล่นซะที่ไหนล่ะ มาทำรายงานประกอบวิทยานิพนธ์ตัวสุดท้ายต่างหาก”

“ก็พี่ฮยอกแจเล่นมาซะตั้งไกลนี่นา ก็นึกว่าหนีมาเที่ยวทิ้งน้องนุ่งน่ะสิ” ใบหน้าหวานฉีกยิ้มร่าเริง แล้วกวาดสายตาไปรอบๆเศษซากปรักหักพังของโบราณสถานที่ตัวเองยืนอยู่อย่างทึ่งๆ

“โห...นี่ใช่ไหมคะพระราชวังเก่าที่พึ่งจะค้นพบมาได้ไม่นาน เคยเห็นแต่ภาพในข่าว สถานที่จริงนี่ใหญ่กว่าที่คิดตั้งเยอะแน่ะ”

“แต่พอมาตรวจดูจริงๆแล้วที่นี่ไม่ใช่พระราชวังเก่าหรอกนะ จากจารึกบอกว่าที่นี่น่ะเป็นวิหารของคนสมัยก่อนที่ใช้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก” คำพูดของคนเป็นพี่ยิ่งทำให้ลูกแก้วสีนิลกว้างขึ้นอีกเท่าตัว

“ว๊าววว วิหารยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วพระราชวังจะใหญ่ขนาดไหนเนี่ย” ฮยอกแจอดขำไปกับท่าทางตื่นตาตื่นใจของน้องสาวของเขาไม่ได้

“ก็คงกว้างขวางกว่านี้หลายสิบเท่าเลยล่ะ”

“แล้วนี่เจอพระราชวังแล้วหรือยังคะ” 

“ไม่มีพระราชวังที่นี่หรอก” ฮยอกแจอธิบายให้ฟังตามที่ได้ศึกษาเรียนรู้มา เล่นเอาคนเป็นน้องบู้หน้าลงอย่างเสียดาย

“ว๊า...ทำไมล่ะ?”

“ก็วิหารนี้น่ะ เพียงแต่ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อและศาสนามาจากราชอาณาจักรทางตะวันออกในสมัยโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนเท่านั้น เดาได้ว่าคงจะมีพ่อค้าล่องเรือไปค้าขายไกลถึงที่นั่น แล้วได้รับอิทธิพลความเชื่อมา จึงมาสร้างเพื่อสักการะที่นี่น่ะ” คราวนี้ดวงตาของคนเป็นน้องตวัดกลับมาจ้องหน้าเขาอย่างแปลกใจ

“พี่ฮยอกแจรู้ได้ยังไงน่ะ”

“ นี่ยัยบ๊อง พี่เรียนจบเอกอะไรมา...หืม แล้วที่พี่ถืออยู่นี่เธอคิดว่าเป็นดิกชันนารี่ภาษาอังกฤษเฉยๆหรือไง” ยอนแจถึงกับหัวเราะแหะๆ ลืมไปสนิทเลยว่าพี่ชายฝาแฝดของตัวเองเรียนเอกประวัติศาสตร์มาโดยตรง พ่วงท้ายเกียร์ตินิยมอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัย เป็นธรรมดาที่จะต้องรู้ลึกรู้จริง แล้วนี่ก็กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับโบราณคดีของปริญญาโทอยู่อีกต่างหาก


พี่ชายใครน้อ...เก่งชะมัด


คิดแล้วก็อดภาคภูมิใจในตัวพี่ชายตัวเองไม่ได้ ถ้าเปรียบเทียบกับเธอที่ตอนเด็กๆมัวแต่ป่วยออดๆแอ่ดๆเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นจนต้องดร็อปเรียนไปตั้ง 2 ปี แทนที่จะจบพร้อมพี่ฮยอกแจ ก็เลยกลายเป็นว่าตอนนี้เธอพึ่งจะเรียนอยู่ปี 4 แทน แล้วแถมการเรียนถึงจะไม่ตกต่ำแต่ก็ไม่ดีเลิศจนเชิดหน้าชูตาในคณะบริหารได้


โอย...ทำไมฝาแฝดกัน ความฉลาดที่ติดตัวมาถึงต่างกันขนาดนี้หว่า


“น้องสาวใครมายืนน่ารักให้รุ่นน้องเอกพี่ไม่เป็นอันทำงานเนี่ย ไหน...ขอดูหน้าหน่อยสิ” เสียงห้าวทะเล้นๆแบบนี้จะเป็นใครไปได้นอกจากเยซองที่ตอนนี้จับจูงร่างเล็กๆติดมือมาด้วย

“พี่เยซอง พี่รยออุค สวัสดีค่ะ!!” ยอนแจทักทายเสียงใสเพราะไม่ได้เจอเพื่อนสนิทของพี่ชายทั้งสองคนนานพอสมควรแล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องโทษวิทยานิพนธ์มหาโหดของภาคปริญญาโทนี้แหละ ที่ทำให้พี่ๆทุกคนหัวปั่นจนแทบไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหน เลยพลอยให้เธอแอบเหงาเล็กๆจนต้องตามมาถึงที่นี่ด้วย

“วันนี้มาเที่ยวไกลถึงนอกเมืองเลยหรอยอนแจ” รยออุคเอ่ยแซวคนที่ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ข้างฮยอกแจอย่างเอ็นดู

“มาเปิดหูเปิดตาค่ะ พอดีวันนี้คลาสเลิกเร็ว เลยตามพี่ฮยอกแจมาซะเลย”

รยออุคพยักหน้าเข้าใจ เห็นยอนแจไม่มีอาการน่าเป็นห่วงหรือซึมเศร้าอย่างที่วาดภาพไว้ก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาบ้าง กลัวแต่ว่าเรื่องที่ฮยอกแจเล่าให้ฟังจะทำให้น้องสาวที่น่ารักคนนี้ซึมเศร้าหดหู่ ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไรมากมายอย่างที่คิดไว้ ฮยอกแจจะได้สบายใจขึ้นเสียที เห็นทำงานแบบเหม่อลอยมาเกือบทั้งวันแล้ว มียอนแจมาอยู่ด้วยแบบนี้ก็คงจะช่วยให้ฮยอกแจร่าเริงขึ้นมาบ้าง

“มาช่วยทำให้น้องๆเอกพี่ไม่เป็นอันทำงานล่ะสิ ก่อกวนนะเราน่ะ” เยซองว่าพลางขยี้กลุ่มผมสลวยยาวระกลางหลังอย่างหมั่นเขี้ยว เมื่อหันไปรอบๆแล้วก็ต้องส่ายหน้าเมื่อเห็นน้องๆปี 4 ที่ตามมาทำงานด้วยถึงกับนั่งมองมาทางร่างบางตาปรอยกันเป็นแถบๆ

“อย่ามากล่าวหายอนแจนะพี่เยซอง พวกเขามองพี่ฮยอกแจต่างหากล่ะ” โบ้ยซะคนที่ถูกปัดภาระให้กระทันหันถึงกับทำหน้าไม่ถูกไปพักใหญ่

“ยอนแจ!!” ฮยอกแจเรียกปรามไม่ให้ยอนแจพูดอะไรมากไปกว่านี้ แต่เด็กสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ากำลังถูกปราม ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างภูมิใจ

“ก็จริงนี่นา พี่ฮยอกแจอ่ะสวยกว่าฉันอีก หรือพวกพี่ว่าไม่จริงล่ะ”

คำถามตรงๆทำเอาคนถูกถามอึ้งไปตามๆกัน รยออุคเหล่มองเพื่อนสนิทที่เริ่มหน้าบึ้งไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้อย่างขำๆ เอาล่ะสิไอ้ไก่เอ๊ย...เถียงไม่ออกเลยล่ะสิ

ก็คำว่า “ฝาแฝด” ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ความเหมือนก็ต้องถอดกันออกมาไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว แล้วสำหรับฮยอกแจกับยอนแจ สองพี่น้องก็ถอดกันออกมาราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดวงตาเรียวหวานซึ้ง จมูกโด่งรั้น ใบหน้านวลเนียนสวยอมชมพู ริมฝีปากอิ่มแดงจัด รูปร่างขาวบางน่าทะนุถนอม จะต่างกันนิดหน่อยก็แค่ฮยอกแจไม่ได้มีสีผมและสีตาดำสนิทเช่นน้องสาว แต่กลับได้สีผมและสีตาจากผู้เป็นพ่อที่ออกสีน้ำตาลอ่อนจางมาแทน และรูปร่างที่ถึงจะดูบอบบางแต่ก็ไม่อ้อนแอ้นอรชรเหมือนกับยอนแจเท่านั้น


แต่นั่นกลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง...
ที่ทำให้ฮยอกแจดูโด่ดเด่นจนไม่อาจจะละสายตาได้ง่ายๆ...



“ พอเลยๆพี่จะทำงานต่อแล้ว ถ้าจะอยู่กับพี่ก็เลิกก่อกวนได้แล้ว”

ฮยอกแจหันไปก้มหน้าก้มตาจดรายละเอียดต่างๆลงในสมุดบันทึกต่อโดยไม่ยอมหันมาสนใจบุคคลที่เหลืออีก ปล่อยให้อีก 3 ชีวิตที่เหลือกลั้นหัวเราะกันแทบไม่อยู่เพราะขำกับท่าทางที่กึ่งๆจะโกรธกึ่งๆจะงอนของนักเรียนดีเด่นเกียร์ตินิยมที่ทำอะไรไม่ได้จนต้องเบี่ยงประเด็นหนีไปสนใจกับงานที่ค้างไว้แทน

“โหย...พี่ฮยอกแจอ่า~~~” พอเห็นพี่ชายฝาแฝดตั้งท่าจะไม่สนใจจริงๆ ยอนแจก็เริ่มเข้าไปคลอเคลียคนเป็นพี่ รู้ว่าในที่สุดพี่ฮยอกแจก็ต้องแพ้ลูกอ้อนของเธอวันยังค่ำ และมันก็จริงๆซะด้วย

“ยัยบ๊องเอ๊ย...” คำพูดติดปากพร้อมกับมือที่ขยี้ผมนิ่มจนยุ่งเหยิงทำให้ยอนแจยิ้มออก แล้วสองพี่น้องก็คุยกันหงุงหงิงราวกับโลกนี้มีเพียงเราสองคน ปล่อยให้เยซองและ
รยออุคมองตามด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของพี่น้องคู่นี้ต่อไป



.
.
.



ท่ามกลางหมอกหนาทึบและบรรยากาศขมุกขมัวที่โรยอยู่รอบตัว กลิ่นควันไฟและกลิ่นสาบคาวเลือดอบอวลคละคลุ้งไปทุกทิศทุกทาง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า กรีดหัวใจให้สั่นสะท้าน ขาเรียวลากไปตามทางเดินก่อด้วยอิฐสีแดงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ดวงตาสีอ่อนเพ่งมองฝ่าหมอกหนาทึบของควันดินเข้าไปในวิหารกว้าง ภาพร่างเงาสลัวที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในทำให้แข้งขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่


ทำไมต้องหวาดกลัวขนาดนี้...ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


“ช่วยด้วย พี่ฮยอกแจ ช่วยฉันด้วย!!!” เสียงกรีดร้องคุ้นเคยดังมาจากภายในวิหาร
ขาเรียวออกตัววิ่งเข้าไปสุดแรงก่อนที่จะประมวลความคิดได้ด้วยซ้ำ เสียงยอนแจที่ร้องเรียกทำให้ไม่อาจจะหยุดนิ่งเฉยได้ ทั้งๆที่มองไม่เห็น ทั้งๆที่ล้มลุกคลุกคลานเพราะสะดุดกับก้อนอิฐในวิหารกว้างหลายครั้งจนเจ็บไปหมด แต่ฮยอกแจก็ไม่ยอมหยุด...และหยุดไม่ได้

“ยอนแจ!! ยอนแจ!!!”

ร่างเพรียวตะโกนเรียกน้องสาวฝาแฝดครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงร้องของยอนแจยังดังต่อเนื่องก้องสลับไปมาอยู่ในวิหารใหญ่ ฮยอกแจกวาดมือป่ายเปะปะไปทั่วทั้งๆที่มองไม่เห็น

“ยอนแจ!! ยอนแจ!!!”

เอื้อมคว้าไปในอากาศ แทบจะไม่มีความหวังแต่ก็ไม่ยอมหยุดที่จะค้นหา จนในที่สุด...ก็คว้าร่างบอบบางเข้ามาในอ้อมแขนจนได้

“พี่ฮยอกแจ...ฮึก...ฉันกลัว” น้องยังคงสะอื้นสั่นซุกอยู่ในอก ฮยอกแจโอบรัดร่างบางไว้กับตัวแน่นอย่างปกป้องและหวงแหน

“ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไรแล้ว” ปลุกปลอบคนที่อยู่ในอ้อมแขนให้คลายจากอาการหวาดกลัว แต่ยังไม่ทันจะหายตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น น้ำเสียงกร้าวกระด้างก็ดังขึ้นเหนือหัว

“ส่งนางมาให้ข้า!!!” ฮยอกแจสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นไปก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่บนหลังอาชาสีดำสนิท นัยน์ตาคมกร้าวนั้นจ้องฮยอกแจจนสั่นไปหมด กลัว...มันเป็นแววตาของฆาตรกรชัดๆ แต่แขนเรียวก็กลับยิ่งโอบน้องไว้จนแน่นเข้าไปอีก


ยอนแจ...พี่จะปกป้องเธอให้ได้!


“ไม่...นี่น้องของผม ผมไม่ให้ยอนแจกับคุณหรอก” ตวาดกลับไปทั้งๆที่หางเสียงสั่นสะท้าน คำปฏิเสธของเขาส่งผลให้นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ขึ้นราวกับมีเปลวไฟลุกอยู่ในดวงตา

“นางเป็นของข้า!!” เสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง

“ยอนแจเป็นน้องของผม เขาไม่ได้เป็นของใคร!!” กล้าเถียงกลับไปได้ยังไงฮยอกแจก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้เพียงอย่างเดียวคือเขาจะไม่มีวันปล่อยยอนแจไปให้กับคนๆนี้เด็ดขาด

มือหนาเอื้อมลงมาหมายจะคว้าร่างในอ้อมแขนเขาไปให้ได้ ฮยอกแจจึงพลิกเบี่ยงหลบจนสุดตัว แต่สุดท้ายก็ไม่พ้น ต้นแขนขาวละเอียดของตัวเองจึงถูกกระชากรั้งขึ้นไปแรง จนสบกับดวงตาคมวาวโรจน์ที่โน้มต่ำลงมาจนห่างไม่ถึงช่วงฝ่ามือ

“เจ้าจะปล่อยนางหรือไม่!” น้ำเสียงที่ผ่านออกมาจากผ้าคลุมสีดำสนิทที่ปิดบังใบหน้าของผู้รุกรานจนเหลือแค่ดวงตากระซิบกร้าวลอดออกมา ฮยอกแจส่ายหน้าไม่ยินยอมทั้งๆที่ต้นแขนถูกบีบจนกระดูกแทบแหลกละเอียด

“ไม่-มี-วัน” ตอกย้ำช้าชัดทุกถ้อยคำ ต่อให้เขาต้องตายคามือของคนๆนี้ เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้ยอนแจตกไปอยู่กับคนใจคอโหดร้ายแบบนี้เด็ดขาด

“หึ...แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!!” ตีตราโทษทันต์ที่ฮยอกแจไม่ต้องการจะได้รับแล้วมือหนาก็สะบัดร่างที่บีบไว้ในอุ้งมือทิ้งจนฮยอกแจเซถลาลงไปกับพื้นอิฐสีแดง ด้วยแขนกำลังเจ็บร้าวอย่างหนักจึงไม่มีแรงจะค้ำยันร่างไว้ ใบหน้านวลจึงทิ่มไปข้างหน้าจนแทบจะครูดไปกับพื้นวิหาร!!

“อ๊ะ!!!”

ฮยอกแจสะดุ้งขึ้นมาสุดตัวพลางเหลียวมองไปรอบๆตัวเลิ่กลั่ก แสงจันทร์ที่สาดผ่านเข้ามากระทบให้เห็นร่างเล็กบางที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างตัว เตียงนอนที่คุ้นชิน ห้องที่คุ้นตา บรรยากาศที่คุ้นเคย กลิ่นหอมเย็นของลมที่พัดผ่านเข้ามาจากทางหน้าต่างตรงระเบียงทำให้ใจที่เต้นแรงโลดเมื่อครู่แผ่วลงจนเกือบจะปกติ ฮยอกแจเอื้อมมือมากดไว้ตรงตำแหน่งหัวใจ บอกตัวเองเบาๆในความมืด


ฝัน...เขาแค่ฝันไปเท่านั้น...


แต่ในฝันนั้นช่างน่ากลัว ผู้ชายคนนั้น..คนที่พยายามจะแย่งยอนแจไปจากเขาจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่ากับที่ยอนแจฝันถึงมาตลอด ผู้ชายที่ดูมีอำนาจน่าเกรงขามและน่าหวาดกลัวคนนั้น...

เหงื่อเม็ดน้อยๆที่ผุดขึ้นตามไรผมเริ่มระเหยไปพร้อมกับสายลมเย็นๆที่พัดเข้ามา
ฮยอกแจยกมือจะปัดส่วนที่เหลือออก หากความเจ็บกลับแล่นร้าวจนร่างทั้งร่างสะดุ้ง แปลบปลาบไปทั้งแขนข้างซ้ายราวกับกระดูกจะหักให้ได้ ร่างเพรียวจึงรีบควานมือไปเปิดไฟตรงหัวเตียงเพื่อดูอาการทันที

“อะ...อะไรกัน...” เสียงแหบหวานครางแผ่วออกมาจากลำคอขาวผ่อง เมื่อร่องรอยช้ำปื้นใหญ่สีม่วงอมแดงปรากฏชัดเจนที่ต้นแขน หากมันก็ไม่ได้ทำให้ฮยอกแจช็อคหนักเท่ากับว่าร่องรอยที่เหลือไว้เป็นรอยช้ำนั้น ดูคล้ายกับเป็นรูปของ “มือคน”

เหมือนจะนึกรู้ถึงความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในหัวใจดวงน้อย สายลมจึงกรรโชกแรงขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แรงเสียดสีของกิ่งไม้วู่หวิวรุนแรงจนแว่วเป็นเสียงคำรามดังมาจากที่ไกลแสนไกล



//หึ...แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!!//




ไม่...ไม่จริง!!!




TBC.




@~Talk~@


อ่า...ดาคูชิบอกได้คำเดียวว่านี่คือ “ฟิคแก้บนขนาดยาวววววว” มากๆเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
และเพราะเป็นฟิคแก้บนนี้เองก็เลยต้องแต่งทั้งคู่/ฉาก/เสียง/ซาวด์ (ว่าไปนั่น)
แบบที่ไม่เคยแต่ง หลังจากแต่งเรื่องนี้จบดาคูชิคงจะเข็ดไปนานเลยทีเดียว

เรื่องนี้สอนให้ดาคูชิรู้ว่า...

... จงอย่าบนอะไรที่มันเป็นไปได้แม้ 1 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม เหอะๆๆๆๆๆ ="= ...

อาเมนให้ดาคูชิแต่งฟิคเรื่องนี้รอดปลอดภัย  อย่าให้กรีดร้องเสียสติไปกลางคันเลย

ปล. คิดถึงคยูน้องน้อยจัง TT^TT