ถ้าเพียงสามารถย้อนเวลากลับไปได้ คนเราก็คงจะไม่มีโอกาสผิดพลาด
เพราะสามารถแก้ไขได้เสมอ หากความจริงแล้วมันไม่ใช่
เวลาเดินไปเรื่อยๆไม่ถอยกลับ เราจึงมักจะมีบทเรียนในชีวิตให้จดจำ
แต่บทเรียนคราวนี้ราคาแพงเกินไป สาหัสเกินไปสำหรับคยูฮยอน
ใบหน้าเรียวหวานฝืนยิ้มร่าเริงเข้าไปหาคนที่นั่งเอนพิงอยู่บนเตียงพยาบาล
ใบหน้าหล่อคมดูมีน้ำมีนวลขึ้นเยอะ จากอาการที่เข้าขั้นโคม่าในตอนนั้น
ตอนนี้ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
ใช่...ซีวอนผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแล้ว สำเร็จสวยงามอย่างที่สุด
หัวใจดวงใหม่ใช้การได้อย่างดี ไม่มีผลแทรกซ้อนสักนิด
พักฟื้นเกือบเดือนภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ทำให้วันพรุ่งนี้ ซีวอนก็จะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
ไปใช้ชีวิตใหม่ กับหัวใจดวงใหม่ หัวใจของ...คนที่เขารัก
...พี่ฮันกยอง...
“คยูฮยอน” น้ำตาเอ่อคลอจวนเจียนหลั่งหากก็ต้องกลั้นไว้
หันไปหาร่างสูงที่พยักหน้าให้เดินเข้าไปใกล้
“ครับ”
“พรุ่งนี้เราก็จะได้กลับบ้านแล้วนะ ดีใจไหม?” มือใหญ่เอื้อมมากุมมือเขาไว้แล้วบีบเบาๆ
ยิ้มออกไปสิคยูอยอน ยิ้มออกไปให้ได้ เหมือนทุกครั้งที่นายทำได้ไง
“ร้องไห้ทำไมน่ะคยู” พึ่งรู้ว่าตัวเองร้องไห้เมื่อซีวอนเอื้อมมือปาดเช็ดน้ำตาให้เบาๆ
ก่อนจะดึงร่างบอบบางเข้าไปกอดไว้แน่น “อย่าร้อง อย่าร้องอีกเลย”
ถ้อยคำปลอบโยนที่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยได้รับ ต่างกันก็แค่คนพูดเท่านั้น
ยิ่งทำให้หยุดน้ำตาตัวเองไม่อยู่ กลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไม่ได้
ร่างกายที่กอดจนแนบชิดแทบไม่เหลือช่องว่าง
ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันชัดเจน
หัวใจของพี่ฮันกยอง...กับหัวใจของเขา
“ขอโทษ ผมขอโทษ” สะอึกสะอื้นเสียงสั่น ไม่อยากจะทำร้ายใครอีกแล้ว
ไม่อยากให้ซีวอนเสียใจ แต่เขาก็ไม่อาจฝืนใจตัวเองได้อีกแล้วเช่นกัน
“ผมกลับไปกับพี่ไม่ได้ ซีวอน...ผมขอโทษ”
ร่างสูงหลับตาแน่น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงลุกขึ้นอาละวาดแล้วจับคนๆนี้ขังไว้ตลอดไป
หากเมื่อผ่านวาระความเป็นความตายทำให้มองอะไรได้กว้างขึ้น
เข้าใจ...ความรักไม่สามารถใช้กำลังเพื่อให้ได้มา
หากต้องการความ “รัก” ก็ต้องแลกด้วย “รัก” เท่านั้น
เมื่อเขาไม่รักแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่อาจรั้งไว้
เพราะร่างกายอาจจะจองจำไว้ได้ แต่หัวใจจะมีอิสระเสมอ
แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะรั้งเอาไว้ ถ้าสิ่งที่ได้เป็นแค่ร่างกายที่ไม่มีหัวใจ
“ฉันเข้าใจ” เอ่ยทั้งๆที่เสียงเริ่มสั่น มือหนายังโอบรัดร่างบางไว้ไม่ปล่อย
“ผมขอโทษ ผมรักพี่จริงๆนะซีวอน แต่...แต่มันไม่ใช่ความหมายนั้นอีกต่อไปแล้ว
ตอนที่ผมเห็นพี่ล้มลงต่อหน้า ผมรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้
เพราะพี่เป็นคนสำคัญ เป็นครอบครัวที่สำคัญ ที่ผมไม่ต้องการเสียไป
แต่...แต่กับพี่ฮันกยองมันไม่ใช่ ผมเสียใจ...ผมกลับไปกับพี่ไม่ได้แล้วจริงๆ”
ใช่...คยูฮยอนพึ่งเข้าใจ ว่าความสูญเสียระหว่างคนสองคนแตกต่างกันแค่ไหน
พึ่งเข้าใจ คำว่า “รัก” ที่แท้จริงเป็นเช่นไร
หาก “ความหลง” กับ “ความรัก” เป็นคำๆเดียวกัน เขาก็คงจะรักซีวอนต่อไป
แต่สองคำนี้ความหมายช่างต่างกันเหลือเกิน จึงไม่อาจจะอยู่ต่อไปด้วยได้
เข้าใจตัวเองแล้ว ความรักของเขาจริงๆแล้วอยู่ที่ใคร
แต่กว่าจะเข้าใจ ก็เรียกร้องอะไรกลับมาไม่ได้อีกแล้ว
พี่ฮันกยอง...จากเขาไปแล้วจริงๆ
“ไปเถอะ ฉันไม่ว่าหรอก ไปตามที่ใจนายต้องการ ไปหาคนที่นายรักเถอะนะ”
ใบหน้าหล่อคมยังคงยิ้มให้ เป็นยิ้มที่อ่อนโยนราวกับย้อนไปสมัยที่เขายังเป็นเด็กอยู่
หากรอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้เสแสร้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่แสนจะจริงใจ
แม้ดวงตาคมจะฉายแววปวดร้าวสักเท่าไหร่ก็ตาม
“ขอบคุณครับ” บอกก่อนจะถอยออกมา
อยากจะให้คำพูดของซีวอนเป็นความจริงเหลือเกิน...ไปหาคนที่เขารัก...
ซีวอนยังไม่รู้ และจะไม่มีทางรู้ตลอดไป
ว่าหัวใจของคนที่เขารัก ก็คือหัวใจดวงใหม่ที่ผ่าตัดเปลี่ยนเข้าไปให้
มันจะเป็นความลับไปตลอดกาล เขาไม่อยากให้ซีวอนเจ็บปวดอีก
แค่เขาคนเดียวก็เกินพอแล้ว
ลับหลังคนตัวบางที่วิ่งลับหายไป น้ำตาที่เอ่อคลอก็หลั่งรินออกมาอย่างสุดกลั้น
ฝืนทำตัวเข้มแข็งให้อีกฝ่ายสบายใจ หากความจริงกลับไม่ใช่เลย
ความรัก...ทำให้ผู้ชายชื่อเชว ซีวอนอ่อนแอลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะเจ็บปวดรวดร้าวไปหมดทั้งหัวใจ แต่เพื่อคนที่รักมีความสุข
เขาก็ต้องอดทนให้ได้ แม้มันจะทรมานราวกับตายทั้งเป็นก็ตาม
ความรักที่เขาไม่เคยเห็นคุณค่า โยนทิ้งอย่างไร้ราคา
ใช้ความโกรธความเกลียดเข้าทำร้าย เหยียบย่ำซ้ำเติมหัวใจรักของอีกฝ่าย
ได้ผลที่ตอบแทนมาแบบนี้ ก็สมควรที่สุดแล้วไม่ใช่หรือไงกัน
ร่างสูงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง บอกตัวเองไว้มั่น
หากมีโอกาสรักใครอีกสักครั้ง จะทนุถนอมรักษา จะไม่ปล่อยมือไปอีกแล้ว
+++++++++++++++++++++++++
ร่างโปร่งบางเปิดแง้มบานประตูคอนโดเข้าไปข้างในช้าๆ
กวาดตามองไปรอบๆอย่างอาลัย เครื่องเรือนทุกอย่างยังคงคุ้นตา
กลิ่นไอคุ้นเคยยังคงอบอวลกระจายอยู่เต็มห้อง สัมผัสอบอุ่นยังคงหลงเหลืออยู่
ทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนน่าใจหาย ราวกับเจ้าของห้องยังอยู่ไม่ได้ไปไหน
ขาเรียวยาวลากช้าๆไปยังโซฟาตัวยาว ก่อนจะค่อยๆซุกตัวลงบนนั้น
มือเรียวเอื้อมคว้าเสื้อโค้ทที่เจ้าของห้องมักถอดพาดไว้ที่พนักโซฟามาห่มคลุมร่าง
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆกรุ่นกลิ่นอาฟเตอร์เชฟจางๆทำให้ยิ่งโหยหา
พี่ฮันกยอง ผมคิดถึงพี่เหลือเกิน
ซุกหน้าลงสะอื้นตัวโยน
อยากจะโกหกตัวเองว่าใครคนนั้นยังอยู่ข้างๆ ไม่ได้ไปในที่ๆเขาเอื้อมไม่ถึง
แต่จะมีประโยชน์อะไร เมื่อมันก็แค่การหลอกตัวเองไปวันๆ
ความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้คือ ไม่มีพี่ฮันกยองบนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว
“พี่ฮันกยอง ผมรักพี่ รัก...รัก” สะอึกสะอื้นไห้ในความมืด
หวังเหลือเกินว่าเสียงของเขาจะส่งไปถึงใครอีกคนหนึ่งที่แสนอาลัย
แม้จะไม่ได้อยู่ในมิติเวลาเดียวกันแล้วก็ตาม
รัก...ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจขวางกั้น
รักนี้จะไม่มีวันเสื่อมคลายไปจากจิตใจของเขาแน่นอน
.
.
.
“ไวท์” เสียงนุ่มทุ้มข้างหูทำให้ร่างเล็กปรือตาขึ้นมอง
เงาร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าคุ้นเคยจนแทบจะไม่อยากเชื่อสายตา
ดวงตากลมโตสว่างพรึ่บขึ้นทันที
“ไม่...ไม่จริง” รอยยิ้มบางๆคุ้นตาส่งผลให้ใบหน้าคมอ่อนโยนลงแบบนั้นเขาจำได้ดี
ไวกว่าความคิด ร่างโปร่งบางถลาเข้าไปหาอ้อมอกกว้างทันที
ความห่วงหาอาวรณ์มีมากกว่าความหวาดกลัว ไม่ว่าคนๆนี้จะเป็นวิญญาณหรืออะไรก็ตาม
เขาก็จะไม่ปล่อยมืออีกเด็ดขาด
“พี่ฮันกยอง ผมรักพี่ ผมรักพี่ รักมาก อย่าทิ้งผมไปเลยนะ ผมไปอยู่กับพี่ด้วยได้ไหม”
ละล่ำละลักบอกซ้ำยังกอดร่างสูงไว้ไม่ยอมปล่อย
ร่างที่จับต้องได้ทำให้คยูฮยอนยิ่งยึดแน่น
รีบบอกทุกสิ่งที่ค้างคาใจมานาน บอกทุกอย่างตามที่ใจคิด เพราะกลัวเหลือเกิน
ถ้าหากช้าไปเพียงวินาที ร่างตรงหน้าอาจหายวับไปจากสายตาก็ได้
“อย่าร้อง พี่รู้แล้ว” อ้อมกอดอบอุ่นทำให้น้ำตายิ่งทะลักทลายออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ร่างบอบบางเบียดซุกอีกฝ่ายแน่น สัมผัสร่างอบอุ่นทำให้ยิ่งอุ่นใจ
สัมผัสได้กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน
หัวใจ...เดี๋ยวก่อน!!
พี่ฮันกยองบริจาคหัวใจให้ซีวอนแล้วนี่นา จะมีหัวใจได้ยังไง
แต่...ไอ้ที่เต้นตุบๆจนเขาสัมผัสได้นี่ล่ะ แล้วยังร่างกายที่อบอุ่นนี่อีก
วิญญาณน่ะ มีเลือดเนื้อมีหัวใจกันอย่างงี้เลยหรอ
เอ...หรือเขาจะฝันไป
คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด
อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนปุบปับของคนตรงหน้าทำเอาฮันกยองอดหัวเราะเบาๆไม่ได้
เออ...เด็กหนอเด็ก คิดไปร้องไห้ไปก็ได้ด้วย
“ไวท์” เรียกพลางกดปลายจมูกโด่งเข้ากับแก้มใสเบาๆ สูดลมหายใจเข้าลึก
เก็บเกี่ยวกลิ่นหอมละมุนของคนที่คิดถึงไว้จนเต็มปอด
นั่นยิ่งทำให้คยูฮยอนเบิกตากว้างอย่างตกใจ
วิญญาณหายใจได้ด้วย!?
“ทำไมทำหน้าอย่างกับเห็นผีอย่างงั้น พี่ยังไม่ตายสักหน่อย”
คำเฉลยทำให้คยูฮยอนถึงกับอึ้งไป ใบหน้าหวานส่ายช้าๆปฏิเสธ
“ไม่จริง ก็พี่...พี่บริจาคหัวใจให้ซีวอนไปแล้วนี่”
“เปล่า พี่อาจจะไปลงชื่อไว้ก็จริง แต่ยังไม่ได้บริจาคแน่นอน”
บอกพลางเอื้อมดึงมือบางให้กดแนบลงที่อกซ้ายของตัวเอง
ให้รับรู้ถึงหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่เหมือนเดิม
“หัวใจของพี่ยังอยู่ เหมือนกับความรักของพี่ที่ยังอยู่”
“พี่ฮันกยอง” ยิ่งกว่าดีใจ ราวกับเขาได้สิ่งที่ล้ำค่ากลับมาไว้ในมืออีกครั้ง
แค่พี่ฮันกยองยังอยู่ ก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วสำหรับเขา
แม้จะมีคำถามมากมายในหัวสมอง แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว
แค่คนๆนี้ยังอยู่ แค่คนๆนี้ไม่ได้จากไปไหนเท่านั้น
เรียวแขนบอบบางโอบรัดรอบร่างหนาไว้มั่น
ย้ำบอกตัวเองอีกครั้ง เขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากคนๆนี้อีกอย่างแน่นอน
.
.
.
“อย่างนี้เองหรอ” คยูฮยอนพยักหน้ารับรู้หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างจนหมด
มือเรียวกำอกเสื้อของอีกฝ่ายแน่น
ก่อนจะแนบหน้าซบลงแนบอกแกร่งที่นอนเอนพิงพนักโซฟาอยู่
รู้สึกใจหายน้อยๆเมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดไว้ พี่ฮันกยองจะทำมันจริงๆ
ใช่...พี่ฮันกยองคิดจะฆ่าตัวตาย
เพื่อที่จะบริจาคหัวใจให้กับซีวอน
หลังจากลองตรวจกับแพทย์คร่าวๆแล้วว่าหัวใจน่าจะเข้ากันได้กับร่างกายของซีวอน
เพราะว่าพี่ฮันกยองเข้าใจว่าเขารักซีวอน รักมากจนขาดไม่ได้
จึงยอมเสียสละตัวเองเพื่อให้เขาได้อยู่กับคนที่เขารัก
แต่โชคยังดีที่พี่คังอินกับพี่อีทึกที่ออกตามหาอีกทางเจอตัวเข้าเสียก่อน
ทุกอย่างจึงไม่สำเร็จ
แล้วยิ่งกว่าบังเอิญ
ที่มีผู้บริจาคหัวใจที่มีลักษณะคล้ายๆพี่ฮันกยองประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลง
จึงได้หัวใจของคนๆนั้นมาเปลี่ยนแทน
และที่ไม่ยอมกลับไปให้เขาเจอ
ก็เพราะพี่ฮันกยองเข้าใจว่าเขากับซีวอนคงจะกลับไปอยู่ด้วยกันแล้ว
ไม่อยากกลับไปเจอให้เจ็บ ให้ตอกย้ำว่าเขาเป็นของคนอื่นไปแล้ว
จึงถอยออกมาอยู่เงียบๆเพียงลำพัง ยอมรับความเจ็บปวดเพียงคนเดียว
ทำไม..ทำไมคนๆนี้ต้องทำเพื่อเขาขนาดนี้ด้วยนะ
คิดได้ดังนั้นก็ยิ่งโอบรัดร่างหนาไว้แน่นขึ้น บอกเสียงแผ่วๆ
“พี่ฮันกยอง พี่รู้ไหมว่าตอนที่คิดว่าไม่มีพี่อีกแล้ว ผมก็รู้ใจของตัวเองทันที
ความรักที่ผมมีให้กับซีวอน มันเป็นความรักที่แทบจะบูชาอีกฝ่าย
รักจนมองไม่เห็นอะไร รักจนยอมได้ทุกอย่าง แต่นั่นก็เพราะนั่นคือรักครั้งแรก
ซ้ำเขาก็ยังเป็นพี่ชาย มันเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความหลง
แต่กับพี่...มันไม่ใช่ พี่สอนให้ผมรู้ว่าความรักที่แท้จริงมันเป็นแบบไหน
อบอุ่นอ่อนโยนยังไง พี่สอนให้ผมรู้จักที่จะรัก และรู้จักที่จะถูกรัก ผม...รักพี่จริงๆนะ”
ย้ำหนักแน่นในตอนสุดท้าย ให้อีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกที่มีของตัวเองให้มากที่สุด
ตอกย้ำให้รู้ว่า ความรักที่พี่ฮันกยองมอบให้อย่างมากมาย
ก็ถูกตอบแทนกลับด้วยความรักที่มากมายไม่แพ้กัน
ฮันกยองยิ้มบางๆ โอบกอดร่างเล็กที่นอนก่ายเกยอยู่บนตัวไว้หลวมๆ
ลูบแผ่นหลังบอบบางเบาๆราวกับจะกล่อม บอกย้ำอีกฝ่ายชัดเจน
ความรู้สึกทั้งหมดในหัวใจ มันไม่ต่างกันเลยคยูฮยอน
“พี่ก็รักนาย...ไวท์ พี่รักนายที่สุด”
ปีกสีขาว...ปีกของนางฟ้า
สะอาด บริสุทธิ์ สวยงาม
แม้จะต้องรอยมลทินเพราะความโสมมของโลกไปบ้าง แต่ก็ยังคงคุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง
และต่อจากนี้ เขาจะปกป้องไว้ให้สวยงามอย่างนี้ ตลอดไป...
แถมท้าย (Special for Hankyung)
“รักผมมากๆนะครับพี่ฮันกยอง” เอ่ยเสียงออดอ้อน ฮันกยองหัวเราะเบาๆ
“ได้ครับ”
“รักผมคนเดียวตลอดไปนะ”
“ได้ครับ”
“พี่กอดผมแน่นๆหน่อยได้ไหม” น้ำเสียงยิ่งหวานหยด
“ได้ครับ”
“พี่จูบผมหน่อยได้ไหม”
“ได้ครั...เฮ้ย!!” กำลังเพลินๆตอบก็ต้องตกใจกับคำขอสุดท้าย
มองลูกกะตาใสๆวิบๆที่จ้องมาก็ถอนใจเฮือก “อย่าแกล้งพี่แบบนี้สิ”
ใบหน้าเรียวใสส่ายไปมาจนเส้นผมกระจาย “เปล่านะ ผมอยากจะจูบกับพี่จริงๆ”
ฮันกยองเงยหน้ามองเพดาน ตั้งแต่เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลง
แมวน้อยของเขาก็ยิ่งแผลงฤทธิ์ขึ้นทุกวัน
ยิ่งฝันร้ายในอดีตกระจ่าง ก็ยิ่งร้ายขึ้นอีกเท่าตัว
เห็นร่างบางค่อยๆไต่กระดึบขึ้นมาบนอกจนใบหน้าหวานๆอยู่ห่างแค่คืบก็ยิ่งถอนใจหนัก
นางฟ้าของเขา แปลงร่างเป็นซาตานน้อยๆตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ
“พี่ฮันกยอง พี่ไม่อยากจูบผมงั้นหรอ” ลิ้นเล็กๆแลบเลียริมฝีปากอิ่มเมื่อพูดจบ
ดวงตากลมหวานที่ทอดมองเขาหวานหยดจนใจกระตุกสั่น
ริมฝีปากแดงจัดราวกับลูกเชอร์รี่ยั่วใจอยู่ตรงหน้า
แล้วเขา...จะปฏิเสธได้อย่างไรกัน
จับพลิกคนช่างยั่วให้ลงไปอยู่ใต้ร่างแทน
ร่างบอบบางหัวเราะคิกเมื่อยั่วเขาได้สำเร็จ
หากก็ต้องครางฮือเมื่อดวงตาคมจ้องมองมาอย่างมีความหมาย
ริมฝีปากเริ่มระริกสั่นเมื่อเห็นความปรารถนาในแววตาของอีกฝ่ายชัดเจน
“รู้จักทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ริมฝีปากได้รูปแนบกระซิบลงที่ใบหูขาว
ก่อนจะงับใบหูนิ่มเล่นเบาๆ ทำเอาคนเก่งเมื่อกี๊ถึงกับครางสั่นอยู่ในคอ
จะให้บอกออกไปหรือว่าทงเฮเสี้ยมสอนมาอย่างดี ไม่มีทางซะล่ะ...
“บอกพี่ใหม่อีกทีสิ อยากให้พี่ทำอะไร?” ขนลุกซู่เพราะสั่นหวิวแปลกๆ
ยามที่เสียงทุ้มนุ่มกระซิบแผ่วข้างริมหู แทบจะล้มเลิกความตั้งใจเพราะอายแสนอาย
แต่ความต้องการจากส่วนลึกของจิตใจก็ผลักดันให้คยูฮยอนพูดออกไป
แม้น้ำเสียงจะสั่นพร่าเต็มทีแล้วก็ตาม
“จูบ...จูบผมได้ไหม”
รอยยิ้มร้ายกาจจากริมฝีปากหยักได้รูปแทบจะทำให้ถอนความตั้งใจตัวเองกลับมา
ใครนะ...ที่บอกว่าพี่ฮันกยองหล่อร้ายไม่เป็น อยากให้มาเห็นตอนนี้จริงๆ
“ตรงไหนล่ะ?”
“พี่ฮันกยองอ่า~~” ท้วงเสียงแผ่ว อายจนแทบจะมุดดินหนีอยู่แล้ว
ทำไมต้องแกล้งเขาแบบนี้ด้วยนะ
“บอกพี่ก่อน จะให้พี่จูบตรงไหน?” ดวงตาคมพราวระยับ
รอยยิ้มร้ายยังติดที่มุมปากชัดเจน
โอย...ใครก็ได้ เอาพี่ฮันกยองเวอร์ชั่นนี้ไปจากเขาที >////< !!!
“ตรง...หน้าผาก” บอกออกไป ริมฝีปากอุ่นก็แนบกดลงบนหน้าผากเกลี้ยงทันที
ความอบอุ่นวาบลึกลงไปถึงหัวใจ
“ตรง...แก้ม” ลากไล้จากหน้าผากลงมาที่สองแก้มนวล
ฮันกยองอดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นหอมของผิวเนื้อนุ่มจนเต็มปอด
กรุ่นกลิ่นแป้งเด็กอ่อนจางทำให้เริ่มจะระงับอารมณ์ที่ควบคุมไว้ไม่อยู่ แต่ยังก่อน...
ฮันกยองอยากรู้ เด็กน้อยของเขาจะเรียกร้องได้ถึงไหนกัน
“ตรง...” เงียบไปนิดหนึ่งก่อนกระซิบแผ่ว “ตรง...ปาก”
ไม่ต้องรอย้ำซ้ำสอง กลีบปากบางก็ถูกครอบครองประทับปิดอย่างรวดเร็ว
ลิ้นร้อนไล่แตะลิ้มชิมรสกลีบเนื้ออ่อนจนทั่ว
ก่อนจะแทรกลึกเข้าไปเก็บเกี่ยวความหอมหวานภายใน
กวาดเก็บความหอมละมุนจนทั่วทั้งโพรงปากนุ่ม
รสหวานจัดของคนตรงหน้าทำให้ขีดความอดทนแทบขาดสะบั้น
มือใหญ่ล้วงลึกเข้าไปใต้เสื้อยืดเนื้อบางของคนใต้ร่าง ลากไล้แผ่วเบา
เรียกเสียงครางเครือจากคนตัวเล็กแผ่วหวิว อยากจะร้องห้ามแต่ก็ไม่อาจทำได้
ลิ้นร้อนยังตามรุกไล่ ปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดไม่ให้ถอยหนี
ยาวนานจนแทบจะขาดใจเอาให้ได้
“พี่...พี่ฮันกยอง” เสียงหวานครางแผ่ว ยามที่ริมฝีปากร้อนลากไล้ไปตามซอกคอขาว
ขบเม้มเน้นย้ำแผ่วเบา หากก็ฝากฝังรอยไว้ทุกที่ๆลากผ่าน ไล่ตั้งแต่ซอกคอหอมกรุ่น
แนวกระดูกไหปลาร้า จนถึงบ่าไหล่บอบบาง กดย้ำให้รู้...
คนๆนี้จะเป็นของเขาคนเดียว...ตลอดไป
.
.
.
“เฮ้ย!! เพื่อนรัก เศร้าอยู่หรือเปล่า ฉันมาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว!!”
บานประตูหน้าห้องถูกเปิดออกผาง พร้อมกับเสียงห้าวใหญ่ดังชัดเจน
เท่านั้นเอง มือเรียวที่คล้องคอฮันกยองไว้ก็ผลักอกร่างสูงออกโดยแรง
คยูฮยอนอายจนหน้าแดงก่ำไปหมด ไม่กล้าหันไปสบตาทั้งคนรักและบุคคลที่เข้ามาใหม่
ร่างบางวิ่งลิ่วกลับเข้าห้องนอนไปทันที
มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมอย่างหัวเสีย ชายหนุ่มสถบคำหยาบออกมาเป็นครั้งที่สองในรอบปี
หันไปก็เจอรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบจะครบ 32 ซี่ของเพื่อนสนิท
ให้อีทึกซื้อหนังสือมารยาททางสังคมให้มันกินสักเล่มดีไหมวะเนี่ย
“โอ้...ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจจริงๆว่ะเพื่อน เดี๋ยวฉันออกไปรอข้างนอกก่อนก็ได้”
เหมือนจะละอาย แต่เปล่า... คังอินยังยิ้มร่าอยู่หน้าห้องไม่มีสลด
เดือดร้อนให้อีทึกที่ตามมาติดๆขอโทษขอโพยเขาเป็นการใหญ่
ปากฮันกยองก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่ชายหนุ่มตั้งใจไว้มั่น
คราวนี้ล่ะ...
เขาคงจะต้องริบกุญแจสำรองคืนจากคังอินเสียที -*-
REAL END.
@~Talk~@
จบแล้ววววววววววววววว ฮิ้วๆๆๆๆๆๆ ดีใจจังเอิงเอยจบซะที (บ้าไปแล้ว)
กลัวใจตัวเองมากๆเลยว่าจะไม่สามารถลากเรื่องนี้ไปจนจบได้
ก็บอกแล้ว...ฟิคยาวเรื่องแรก แต่ในที่สุดก็จบ อยากจุดพลุฉลองจิงจิ๊ง ^ ^
ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทั้งหลายที่เชียร์ “วอนคยู” จริงๆนะคะ
แต่เพราะเราถือคะแนนเสียงผู้อ่านเป็นหลัก ซึ่งผลโหวตออกมาคิดเป็น % แล้ว
“วอนคยู” ได้ไป 75 % อีก 25% ที่เหลือเชียร์ “ฮันคยู”
เราเลยต้องถือคะแนนส่วนน้อยเป็นหลักค่ะ (วิ่งหลบมีดแบบเฉียดฉิว)
เอาน่าๆ หยวนๆกันไปเนอะ ก็เค้าชอบ “ฮันคยู” มากกว่านี่ตะเอง ^ ^
ขอบคุณจริงๆสำหรับทุกคอมเม้นท์ค่ะ เราอ่านแล้วรู้สึกดีมากๆเลย
จะยาวจะสั้น จะทวง จะถาม หรือกระทั่งประกาศขู่ฆ่าเวลาแต่งออกมาไม่ได้ดั่งใจ
ชอบทั้งนั้นค่ะ (แบบว่าแอบซาดิสส์น่ะ) เพราะทุกๆคอมเม้นท์นี่แหละ
ทำให้เราเข็นเรื่องนี้มาจนถึงตอนจบได้ ขอบคุณด้วยใจจริงๆค่ะ ^ ^
สำหรับที่ Blog โดยเฉพาะ...***
บอกตรงๆ ดาคูชิอยากจะลิสรายชื่อออกมาขอบคุณให้ครบทุกคนเลย
เพราะก็เป็นคนเดิมๆที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ (เรารู้ว่าคุณรู้ตัว)
บางคนดาคูชิรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้วด้วย (ถึงจะไม่เคยคุยกันก็เหอะ)
จำได้นะว่ามีใครบ้าง...จำได้ด้วยว่าเม้นท์อะไรกันบ้าง เหอๆๆๆ (น่ากลัวไปป่ะ =__=)
ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามกันมาอย่างเหนียวแน่น ทุกๆคอมเม้นท์ที่เป็นแรงผลักดัน
คนที่ติดตามทวงอย่างสม่ำเสมอ หรือแม้แต่เตือนให้อัพ Blog ซะที (เรารู้ว่าคุณรู้ตัว)
คงจะขอพักยาวไปสักหลายๆอาทิตย์