อยากให้ฟังเพลงไปด้วยอ่านไปด้วยจัง ตามลิ้งค์กันไปเลยค่ะ
http://www.virginradiothailand.com/starzone/profile.php?id=panudda
หากเราจะจำกัด “นิยาม” ของความรู้สึกที่มีต่อคนๆหนึ่ง เป็นคำสักคำหนึ่ง
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ จะจำกัดเป็นคำว่าอะไรได้บ้างนะ.....
ไม่อยากสบตา ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากสัมผัส ไม่อยากแตะต้อง
แม้แต่ยืนอยู่ข้างๆกันก็ก่อให้เกิดความรู้สึก.....แย่
อยากให้คนๆนั้นหายไปจากสายตา อยากอยู่ให้ห่างไกลมากที่สุด
ไม่แม้แต่ต้องการจะพูดคุยด้วย เพราะมันก่อให้เกิดความรู้สึก.....แย่
คำ “นิยาม” คำไหนจะตรงมากไปกว่าคำๆนี้ ที่จะมอบให้กับคนๆนี้
คำนิยามของความรู้สึกที่เรียกว่า “เกลียด”.....
.
.
.
.
.
หลังจากการฝึกซ้อมอันหฤโหดที่ต่อเนื่องยาวนานจบลง
สมาชิกทั้ง 7 คนก็แทบจะทรุดลงนอนบนพื้นในห้องซ้อมให้ได้
การฝึกซ้อมอันหนักหน่วงเพื่อขึ้นคอนเสิร์ตในวันพรุ่งนี้จบลงแล้ว
หลังจากทุ่มเทฝึกซ้อมทั้งร้องทั้งเต้นแทบไม่มีเวลาหยุดพักมาหลายเดือน
พรุ่งนี้แล้วสินะ...คอนเสิร์ตแรกในฐานะยูนิตพิเศษ “Super Junior M” ของพวกเขา
“เฮ้ออออ...เลิกซะที เหนื่อยชะมัดเลยวันนี้” เสียงเล็กห้าวบ่นออดมาให้ได้ยินก่อนคนอื่น
ทงเฮทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง มือก็จับเสื้อตัวเองสะบัดเพื่อคลายร้อนไปด้วย
ทั้งๆที่แอร์ในห้องซ้อมเย็นฉ่ำจนเกือบหนาว แต่ด้วยพลังงานที่ถูกเผาผลาญไปมากมาย
ก็ทำเอาเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ชื้นเหงื่อจนแทบจะบิดเป็นน้ำออกมาได้
“ใช่...รีบเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับกันเถอะ อยากนอนเต็มทีแล้ว”
ซีวอนบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยล้าที่เกาะกินไปทั่วร่าง สมาชิกที่เหลือพยักหน้าเห็นด้วย
เพราะทุกคนในห้องนี้ก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
เหนื่อยจัด...และอยากพักผ่อนเต็มที
“เป็นยังไงบ้างคยู...ไหวหรือเปล่า”
รยออุคยื่นหน้าเข้ามาใกล้ มือแตะไหล่พอให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว
หลังจากที่เห็นร่างสูงโปร่งยืนหลับตาพิงฝาผนังห้องซ้อมอยู่พักใหญ่
“ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยน่ะครับ” คยูฮยอนตอบพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
เข้าใจดีถึงสิ่งที่รยออุคถาม พยายามแล้วที่จะไม่ทำให้เพื่อนเป็นห่วง
แต่หลังจากอุบัติเหตุที่เกือบคร่าชีวิตเขาไปครั้งนั้น
ถึงจะผ่านไปเกือบปีแล้วแต่ก็ใช่ว่าร่างกายเขาจะสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิมได้
ใช้งานหนักๆเข้าก็มีอาการประท้วงออกมาให้เห็นเหมือนกัน
“เดี๋ยวก็ได้กลับไปพักแล้ว อดทนนิดนึงนะ” รอยอุคยิ้มพลางบีบกระชับมืออีกฝ่ายไว้แน่น
รู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าต้องอดทนแค่ไหน มีความรับผิดชอบสูงแค่ไหน
ไม่มีสักครั้งที่คยูฮยอนจะทำให้เสียงานเพราะความเจ็บป่วยของตัวเอง
รยออุคจึงอยากช่วย...ถึงช่วยได้แค่ให้กำลังใจก็ยังดี
“เออ...วันนี้ทางทีมงานบอกว่าจะพาพวกเราไปเลี้ยงข้าวข้างนอกกันก่อน
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ไปรอที่รถได้เลยนะ” ฮันกยองพูดขึ้นหลังจากดื่มน้ำคลายร้อนเสร็จ
“จริงอ่ะ” ทงเฮร้องถามด้วยความดีใจ “ได้กินข้าวนอกแบบนี้ งั้น...รีบไปกันเถอะ”
ว่าแล้วเจ้าตัวยุ่งของยูนิตก็รีบวิ่งปรู๊ดไปดึงแขนเสื้อคนตัวเล็กแก้มป่อง
ที่ยืนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ติดมือเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อไปด้วยทันที
ได้ยินแต่เสียงท้วงของน้องเล็กสุดแว่วๆมา
“อ๊ะ...อะไรครับพี่ทงเฮ เดี๋ยว...”
“รีบมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะน่าเฮนรี่ จะได้รีบไปกินข้าวกันไง”
แล้วก็ลับหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อทั้ง 2 คน
ฮันกยองมองตามแล้วต้องส่ายหน้า
เมื่อกี๊ยังเห็นร้องโอดโอยว่าเหนื่อยลงไปหอบแฮ่กๆบนพื้นอยู่เลย
แล้วเมื่อกี๊อะไร...พอรู้ว่าจะได้กินข้าวนอกบ้านเข้าหน่อยก็วิ่งปร๋อเลยนะ
แถมไม่ลืมหยิบน้องเล็กของยูนิตเข้าไปด้วยอีกตะหาก จะโปรดปรานอะไรกันขนาดนั้น
สงสารก็แต่เฮนรี่ กลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของลี ทงเฮไปซะแล้ว
“เอาล่ะ...งั้นเราก็ไปมั่งดีกว่านะครับ ผมก็...หิว...จะแย่อยู่แล้ว”
สายตากรุ่มกริ่มที่ส่งผ่านมาให้พร้อมกับแขนที่ถือวิสาสะพาดมาบนไหล่
ทำเอาฮันกยองถึงกับหน้าแดง ถนัดนักนะไอ้คำพูดกำกวม 2 แง่ 2 ง่ามเนี่ย
“อย่ามารุ่มร่ามแถวนี้นะซีวอน” พยามยามผลักไสออก
แต่ก็ยิ่งถูกร่างสูงหนาโอบรัดแน่นขึ้นจบแทบจะกลายเป็นกอด
ใบหน้าเรียวแดงแล้วแดงอีก
สุดท้ายก็ตัดสินใจหยุดฤทธิ์สิงโตหื่นด้วยการกระแทกส้นลงบนเท้าร่างสูงเต็มๆ
“โอ๊ยยยยย~~~”
“สมน้ำหน้า” หลุดออกจากหนวดปลาหมึกได้ ฮันกยองก็ตรงลิ่วไปห้องเปลี่ยนเสื้อทันที
โดยมีคนตัวโตวิ่งกระเผลกๆตามไปติดๆ “รอด้วยสิครับ โธ่...ฮันกยองใจร้ายยยย”
คยูฮยอนอดยิ้มไปกับภาพตรงหน้าไม่ได้
หันกลับมาเห็นสายตาติดกังวลของคนข้างตัวก็ยิ้มบางๆให้
“รยออุคก็ไปดูเฮนรี่เถอะ ป่านนี้ไม่รู้ทงเฮจะแกล้งไปถึงไหนแล้ว” บอกอย่างรู้ใจ
ทำไมคยูฮยอนจะไม่รู้ว่ารยออุคเอ็นดูเฮนรี่ขนาดไหน
แล้วน้องเล็กก็เป็นคนที่แสนจะเรียบร้อย บางครั้งติดจะเอ๋อเล็กๆอีกตะหาก
นี่ตอนที่เฮนรี่ถูกทงเฮดึงเข้าไป คงจะแทบวิ่งตามไปแล้วถ้าไม่ติดว่าเขายืนอยู่ตรงนี้
“งั้นคยูไปพร้อมกันเลยไหม” รยออุคชักชวนให้เข้าไปพร้อมกัน
ใจนึงก็เป็นห่วงเพื่อนรุ่นน้องที่ยืนหน้าซีดอยู่
แต่อีกใจนึงก็เป็นห่วงคนตัวเล็กที่ถูกลากไปเมื่อกี๊
ก็เวลาทงเฮแกล้งอ่ะ ถึงไม่รุนแรง...แต่ก็แผลงๆทั้งนั้น เขาก็เจอฤทธิ์มาแล้ว
รยออุคไม่อยากให้น้องมาถูกแกล้งเหมือนอย่างที่เขาเคยโดนนี่นา
“ไปเถอะ...ผมโอเคแล้ว ไม่เป็นไรจริงๆ เดี๋ยวผมตามเข้าไปเอง”
สำทับให้อีกฝ่ายคลายใจมากขึ้น รยออุคเริ่มยิ้มออก
“งั้น...เดี๋ยวตามเข้าไปนะคยู” ทำท่าจะวิ่งตามคนอื่นๆเข้าไปข้างในอยู่แล้ว
แต่เหมือนฉุกคิดอะไรได้ รยออุคจึงหันไปอีกฟากหนึ่งของห้องซ้อม
ร้องบอกคนตัวสูงที่ยังนั่งพิงฝาผนังอยู่อีกด้าน
“คยูฮยอนไม่ค่อยสบาย ถ้าพี่จะเข้าข้างใน ผมฝากดูด้วยนะครับ”
พูดจบก็วิ่งเข้าข้างในไปทันที โดยไม่หันกลับมามองผลของสิ่งที่ตัวเองพูดทิ้งไว้สักนิด
คยูฮยอนมองตามคนที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่อ้าปากค้าง จะร้องห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว
ห้องซ้อมที่เคยอึกทึกตอนนี้กลับเงียบสนิท
เงียบ...จนได้ยินเสียงคนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องขยับตัวลุกขึ้น
สัญชาตญาณร้องบอกให้ออกไปจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุด...ด่วนที่สุด
ทั้งๆที่ร่างกายเตือนว่าต้องการหยุดพัก แต่คยูฮยอนก็เลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณ
ยังไม่ทันจะได้ก้าวออกไปสมใจ เสียงทุ้มก็ดังรั้งไว้ให้หยุดชะงัก
“คยูฮยอน”
ไม่อยากได้ยิน...ไม่แม้แต่ต้องการจะพูดคุยด้วย
นิยามสำหรับความรู้สึกแบบนี้ คือคำว่า “เกลียด” สินะ...
แต่ก็หยุด...จนกรอบเงาร่างสูงเคลื่อนเข้ามาใกล้
ใกล้จนได้กลิ่นเหงื่อและกลิ่นน้ำหอมเย็นจากอีกฝ่ายชัดเจน
ไม่...
“ไม่สบายหรอ ทำไมไม่บอกพี่ฮันกยอง”
...ทำไมต้องมาพูดกับเขา ทำไมต้องมายุ่งกับเขาด้วย...
“ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก ขอตัวก่อน” บอกพลางขยับออกห่าง
ตั้งใจจะเดินหนีออกไป แต่คนตัวสูงกว่ากลับก้าวมาดักหน้าไว้
ดวงตาเรียวตวัดมองหน้าชายหนุ่มรุ่นพี่อย่างไม่พอใจ ดวงตาสองคู่สบกันนิ่ง
ไม่อยากสบตา...อยากให้คนๆนั้นหายไปจากสายตา
นิยามสำหรับความรู้สึกแบบนี้ คือคำว่า “เกลียด” สินะ...
“ผม...ขอทางด้วย” คยูฮยอนบอกพลางเบือนหน้าหนีออกไปอีกทาง
แสดงอออกชัดว่าไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมายุ่งวุ่นวาย ไม่อยากแม้แต่จะพูดคุยด้วย
กำแพงที่มองไม่เห็นถูกสร้างขึ้นจนร่างสูงรู้สึกได้ เย็นเฉียบ...แข็งแรง
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมแต่ชายหนุ่มก็ยอมถอยห่างออกมา และทันทีที่เขาเปิดทาง
ร่างโปร่งบางก็เดินตรงลิ่วตามคนอื่นเข้าไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อทันที
ทิ้งคนตัวสูงให้มองตามด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ
.
.
.
.
.
“อ๊า...อิ่มชะมัดเลย อิ่มแล้วก็ง่วงจังเลย” ทงเฮตบท้องตัวเองปุๆ
หลังจากที่ออกมายืนหน้าร้านเรียบร้อยแล้ว
“งั้นก็รีบกลับไปพักกันเถอะ พรุ่งนี้เราต้องขึ้นคอนเสิร์ตกันแล้ว
จะได้พักผ่อนกันให้เต็มที่” ฮันกยองบอกสมาชิกทั้งหมด
“พรุ่งนี้แล้วหรอ...ตื่นเต้นเหมือนกันนะครับ”
เฮนรี่เอ่ยเบาๆ รู้สึกตื่นเต้นจริงๆเพราะถึงแม้เขาจะเคยขึ้นคอนเสิร์ตมาแล้ว
แต่นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มตัว
“พี่รู้ว่านายทำได้ เราพยายามกันมามาก และวันพรุ่งนี้เราก็จะทำมันได้ดีแน่นอน”
มือใหญ่ตบลงบนบ่าเล็กเบาๆ เฮนรี่ยิ้มรับคำพูดของฮันกยองไว้ รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
“ใช่...อย่าคิดมากเลย เรามาพยายามกันให้เต็มที่ดีกว่า”
รยออุคพูดพลางบีบมือของน้องเล็กสุดในยูนิตไว้ ยิ้มอ่อนๆอย่างให้กำลังใจ
“เอาน่า พรุ่งนี้พวกเราสู้ตาย Fighting!!” ทงเฮตะโกนลั่น
เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆได้ทันที ก่อนจะหันไปดันเฮนรี่กับรยออุคให้ขึ้นรถตู้
“รีบกลับกันเถอะ ชั้นง่วงจะแย่แล้วอ่ะ”
“งั้นเราไปบ้างเถอะเนอะ...ง่วงจัง” คำพูดที่มาพร้อมกับมือใหญ่คว้าหมับเข้าที่เอว
เล่นเอาฮันกยองตีสีหน้าแทบไม่ถูก รีบสะบัดตัวหนีขึ้นรถตู้ไปนั่งเบาะกลาง
โดยมีสิงโตหื่นตามเข้าไปนั่งแปะติดๆกัน
หลังจากเพื่อนๆก้าวขึ้นรถไปหมดแล้ว คยูฮยอนก็ก้าวตามขึ้นไป
เหลือแค่เบาะหน้าเท่านั้นที่ยังว่าง ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น
ก่อนจะตัดสินใจขึ้นไปนั่งอย่างไม่มีทางเลือก
ปรายตามองร่างสูงที่ก้าวขึ้นนั่งข้างๆก่อนจะหันหนีไปมองทิวทัศน์ด้านนอกแทน
ไม่อยากเห็นหน้า...อยากอยู่ให้ห่างไกลมากที่สุด...
นิยามสำหรับความรู้สึกแบบนี้ คือคำว่า “เกลียด” สินะ...
.
.
.
.
.
ในรถตู้เงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงเบาๆคลออยู่เท่านั้น
ที่เงียบขนาดนี้คงเป็นเพราะตัวก่อกวนด้านหลังสุดหลับไปแล้ว
นานๆถึงจะมีเสียงพี่ฮันกยองขู่เบาๆขึ้นสักที คงไม่พ้นถูกคนนั่งข้างๆแอบลวนลาม
และบางทีก็ได้ยินเสียงรยออุคหัวเราะค่อยๆดังมา คุยโทรศัพท์กับพี่เยซองอยู่สินะ
คยูฮยอนมองแสงไฟยามค่ำคืนที่สาดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถตู้
พาลให้คิดถึงคนที่อยู่ห่างไกล ป่านนี้พี่ยองอุนของเขาจะทำอะไรอยู่นะ
ดึกดื่นขนาดนี้จะยังมัวแต่ทำงานอยู่หรือเปล่า จะคิดถึงเขาบ้างหรือเปล่านะ...
ชั่วขณะที่ปล่อยให้ใจลอยไปไกลถึงประเทศบ้านเกิด
มือบางที่กุมแน่นไว้บนตักมาตลอดทางเผลอปล่อยลงข้างตัว
จนแตะเข้ากับมือของใครอีกคนหนึ่งเข้า สัมผัสอุ่นจนร้อนทำให้คยูฮยอนสะดุ้งสุดตัว
หันหน้ากลับไปก็พบดวงตาคมที่จ้องอยู่ก่อนแล้ว
ชักมือหนีกลับมาแทบไม่ทันราวกับโดนของร้อน
กับเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ ทั้งจับมือ ทั้งกอด บางทีมากไปจนถึงขั้นหอมแก้ม
แต่คยูฮยอนกลับไม่รู้สึกอะไร นอกจากความผูกพันกับทุกๆคนราวกับพี่น้องกันจริงๆ
แต่กับคนๆนี้มันไม่ใช่ เพียงแค่สัมผัสผิวเผินก็ทำให้คยูฮยอนแทบทนไม่ได้แล้ว
ไม่อยากสัมผัส ไม่อยากแตะต้อง...
นิยามสำหรับความรู้สึกแบบนี้ คือคำว่า “เกลียด” สินะ...
“ทำไม...” เสียงทุ้มดังขึ้นฝ่าความเงียบ แม้จะเป็นแค่เสียงกระซิบผ่านริมฝีปากได้รูปสวย
แต่กลับชัดเจนจนคยูฮยอนตกใจ
“...................”
...อย่าถามเขาแบบนี้ได้ไหม...
“ทำไม...คยูฮยอน” ดวงตายังคงประสานกันนิ่งไม่ไปไหน
แม้มันจะมืดเพราะไปในรถถูกดับลงจนหมด
แต่คยูฮยอนก็ยังเห็นแววตัดพ้อในหน่วยตาคมคู่นั้นอย่างชัดเจน
“....................”
...เลิกจ้องเขาด้วยสายตาแบบนั้นเสียที...
“ทำไม...”
“...เกลียด...”
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะสามารถพูดออกไปแบบนั้นได้
แม้แต่ตัวเองยังตกใจ ร่างสูงที่มองหน้าเขาอย่างตะลึงนั่นก็คงไม่แพ้กัน
แต่ก็พูดออกไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
แล้วนั่นก็เป็นความรู้สึกจริงๆของเขาไม่ใช่หรือ
คำนิยามไหนจะตรงมากไปกว่าคำๆนี้ ที่จะมอบให้กับคนๆนี้
คำว่า “เกลียด”...
เขาพูดถูกต้องที่สุดแล้ว...
.
.
.
.
.
หลังจากที่แยกย้ายกันเข้าห้องพักของตัวเองแล้ว
คยูฮยอนก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มทันที
พยายามข่มตาให้หลับแล้วลืมเรื่องที่ก่อกวนจิตใจลงให้ได้
สายตาคมที่ฉายชัดถึงความรู้สึกตัดพ้อไม่เข้าใจยังแจ่มชัดในความทรงจำ
หลังจากได้ยินคำๆนั้นจากเขา
ใบหน้าหล่อคมของคนๆนั้นก็เบือนหนีไปจากเขาและไม่พูดอะไรอีกเลย
แทนที่จะรู้สึกสบายใจขึ้น กลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอย่างประหลาด
ทำไม...
ดีใจสิ...คยูฮยอน
เขาคนนั้นรู้แล้วว่านาย “เกลียด” เขาคนนั้นจะไม่ก้าวเข้ามาวุ่นวายในชีวิตนายอีกแล้ว
ต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน มีส่วนร่วมกันเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
ไม่ต้องลำบากหลบหน้า หรือหันหนีรอยยิ้มนั้นอีกแล้ว...ดีใจไหม
เพราะมันคงจะไม่มีอีกแล้ว รอยยิ้มหรือดวงตาคู่นั้นคงไม่ส่งผ่านมาทางเขาอีกแล้ว
แล้วความรู้สึกอัดอัดในจิตใจนี่คืออะไร...
ยังไม่ทันหาคำตอบให้ตัวเองได้ โทรศัพท์ที่วางไว้บนหัวนอนก็สั่นขึ้น
มือเรียวคว้ามาดูหมายเลขก่อนจะกดรับเกือบทันที
“พี่ยองอุน” รอยยิ้มเต็มใบหน้าเรียวขาว น้ำเสียงคงตื่นเต้นจนคนปลายสายจับได้
ถึงได้มีเสียงหัวเราะทุ้มๆตามมาอย่างเอ็นดู
//นอนหรือยัง...หือ//
“ยังครับ...แค่กำลังจะนอน...แล้วพี่ล่ะครับ”
//พี่พึ่งกลับมาน่ะ กำลังจะอาบน้ำนอน ก็เลยโทรหานายก่อน//
แค่นี้ก็ตอบคำถามที่เขาคาใจเมื่อช่วงหัวค่ำได้แล้ว ว่าคนๆนี้คิดถึงเขาบ้างไหม...
“หรอครับ...อ๊ะ...เดี๋ยวนะครับ” คยูฮยอนขยับลุกลงจากเตียง
เมื่อสังเกตเห็นรูมเมทของตัวเองขยับตัวคล้ายจะตื่น รยออุคเป็นคนตื่นง่าย
คงจะดีกว่าถ้าเขาออกไปคุยข้างนอก ร่างโปร่งจึงค่อยๆเปิดประตูออกจากห้องไป
//ทำไมหรือ...//
“เปล่าครับ...ผมกลัวรยออุคตื่นน่ะ เลยออกมาคุยข้างนอกดีกว่า”
//แล้วนายไม่นอนพักหรือ พรุ่งนี้มีคอนเสิร์ตครั้งแรกของยูนิตนี้นี่นา//
“ครับ...แต่ผมอยากคุยกับพี่ก่อน” เสียงคยูฮยอนแผ่วลงในตอนท้าย
“ผมคิดถึงพี่จังเลยครับ พี่ยองอุน”
//พี่ก็คิดถึงนาย...รักนายนะคยู//
แม้จะไม่มีคนตัวโตอยู่ข้างๆ แต่เสียงกระซิบที่ส่งผ่านมาทางกระบอกโทรศัพท์
ก็มากพอจะทำให้เขาหน้าแดงได้แล้ว คยูฮยอนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น
ยิ้มให้โทรศัพท์ราวกับคนที่อยู่ไกลจะได้รับ
“ผมก็รักพี่ครับ...พี่ยองอุน”
เสียงเปิดปิดประตูห้องนอนทางด้านหลังทำให้คยูฮยอนอดที่จะหันไปมองไม่ได้
ดึกดื่นป่านนี้ยังมีคนนอนไม่หลับอย่างเขาด้วยหรือเนี่ย...
แต่พอหันไปสบเข้ากับดวงตาคมดำจัดก็แทบทำโทรศัพท์ร่วงหลุดมือ
ถึงจะมีเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเขาก็จำได้ดีว่าเจ้าของดวงตาคู่นี้คือใคร
//คยู...เป็นอะไรไป// เสียงทางปลายสายเรียกสติของเขากลับคืนมา
คยูฮยอนรีบเบือนหน้าหนีกลับมา
แต่กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆที่ใกล้เข้ามาชัดเจน
“ปละ...เปล่าครับ”
//อืม...ดีแล้วล่ะ...นี่ก็ดึกมากแล้ว...ไปนอนได้แล้วนะ
...แล้วพรุ่งนี้ก็พยายามให้เต็มที่ล่ะ//
เสียงฝีเท้านั้นหยุดอยู่แค่หลังโซฟาที่เขานั่งอยู่เท่านั้น
แต่แค่นี้ก็สร้างความกดดันให้คยูฮยอนมากพอแล้ว
“ครับ...ราตรีสวัสดิ์ครับ...พี่ยองอุน” กดปิดโทรศัพท์ได้ก็ลุกขึ้นจากโซฟาเกือบจะทันที
จะเดินเลี่ยงหนีไปแต่ก็ช้ากว่าร่างสูงที่ก้าวเข้ามาขวางเขาไว้เต็มตัว
“ถอยไปนะ” ตวาดแหวใส่ชายหนุ่มตรงหน้า หงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จะหงุดหงิดอะไรคยูฮยอนก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
รู้สึกแค่ว่าอยากไปให้พ้นจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดก็เท่านั้น
เพราะ...เกลียด...คนๆนี้สินะ
“ทำไมครับ ผมไปทำอะไรให้” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา แสดงออกชัดว่าไม่เข้าใจจริงๆ
“ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ” ขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว มือเรียวเอื้อมผลักร่างสูงที่ขวางทางออกแรง
แต่นอกจากจะไม่ขยับสักนิด มือใหญ่ยังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเขาไว้ด้วย
ยิ่งกว่าตกใจ คยูฮยอนรู้สึกเข้าขั้นจะช็อค เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า
มีเพียงข้อมือที่ถูกกำแน่นเท่านั้นที่ร้อนราวกับถูกไฟนาบ ใจเต้นกระหน่ำแรง
อารมณ์ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเพราะการกระทำของคนตรงหน้า
ใบหน้าร้อนฉ่าด้วยความรู้สึก...รู้สึกโกรธสินะ
เพราะ...เกลียด...ใช่ไหม
ถึงได้...โกรธ...มากมายถึงขนาดนี้...
“ปล่อยนะ โจวหมี่!!” แทบจะตะโกนออกไปตามแรงอารมณ์
หากก็กลัวจะทำให้เพื่อนร่วมวงคนอื่นๆตื่นขึ้นมาจึงต้องกดเสียงไว้เต็มที่
“บอกผมก่อนว่าผมไปทำอะไรให้ ทำไมคยูฮยอนถึงเกลียดผม”
“ปล่อย!!” พยายามบิดข้อมือที่ถูกเกาะกุมออก แต่ก็ไร้ประโยชน์
เมื่อมือใหญ่ที่ยึดจับกำลังมากกว่ากันเยอะ
จึงได้แต่จ้องดวงตาคมอย่างโมโหเพราะทำอะไรไม่ได้
“จะปล่อยหรือไม่ปล่อย!!” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวจนน่าตกใจ หากโจวหมี่ก็ยังนิ่ง
“ผมจะปล่อย ก็ต่อเมื่อคยูฮยอนบอกผมว่าทำไมถึงเกลียดผม ถ้าผมทำอะไรให้ไม่ชอบ
ทำไมถึงไม่บอกผมให้ผมปรับปรุงตัว ทำไมต้องทำกับผมแบบนี้”
นี่คือสิ่งที่โจวหมี่ไม่เข้าใจมาโดยตลอด ทำไมถึงเป็นเขาคนเดียว
ตอนแรกเขาคิดว่าที่คยูฮยอนไม่พูดคุยเล่นหัวกับเขาเหมือนคนอื่นๆ
เป็นเพราะเขาเป็นคนใหม่ที่พึ่งเข้ามา อาจจะยังไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่
แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาหลายเดือนทำให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่ คยูฮยอนเกลียดเขา
ทั้งๆที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปทำอะไรให้
หรือเป็นเพราะคยูฮยอนรู้...เรื่องที่เขาพยายามปิดบังอย่างนั้นหรือ...
“เพราะชั้น “เกลียด” นายไง แค่นี้ยังไม่พออีกหรือไง”
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ แต่โจวหมี่ก็อดรู้สึกวูบในใจไม่ได้
“ผมรู้...แต่ที่อยากรู้มากกว่าคือทำไม”
“ไม่รู้...รู้แต่ว่าเกลียด ปล่อยนะ!!”
“ไม่!!! บอกผมก่อนสิว่าทำไม!!”
“ปล่อย!!”
“ไม่!!”
เพี๊ย!!!
ใบหน้าคมหันไปตามแรงสะบัดของฝ่ามือบางสุดแรง เจ็บจนหน้าชา
แต่ที่ชามากกว่าคือที่หัวใจ...
เขาทำอะไรผิด เขาทำอะไรให้ ทำไมคยูฮยอนต้องเกลียดเขา
ทั้งๆที่เขาก็แค่...
เมื่อสะบัดฝ่ามือออกไปแล้ว คยูฮยอนก็ชักมือกลับแทบไม่ทัน
ใบหน้าเรียวขาวยิ่งขาวซีดขึ้น เขาไม่ได้ตั้งใจ
แต่ด้วยอารมณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงทำให้รั้งตัวเองไว้ไม่อยู่
ถึงเขาจะเกลียดร่างสูงตรงหน้ามากสักแค่ไหน
แต่ก็ไม่มีสักครั้งที่จะคิดทำร้ายร่างกายกันแบบนี้ หากก็เรียกอะไรกลับคืนไม่ได้แล้ว
ดวงตาเรียวหลบวูบเมื่อใบหน้าคมหันกลับมา
“ปะ...ปล่อยนะ โอ๊ย!!” พยายามดึงมือที่ถูกเกาะกุมออกอีกครั้ง
หากคราวนี้คยูฮยอนถึงกับนิ่งอึ้ง เมื่ออยู่ๆวงแขนแข็งแรงก็ตวัดรอบร่างบาง
โอบรัดเข้าไปจนปะทะเข้ากับอกกว้างเต็มๆจนแทบจุก
ยังไม่ทันเอ่ยปากประท้วง กลีบปากนุ่มก็ถูกปิดทับจนแนบสนิท
พยายามเบี่ยงหนีเท่าไหร่ก็ไร้ผลเมื่อมือใหญ่กดล็อคศีรษะทางข้างหลังไว้
ขณะที่มืออีกข้างก็ยังกอดรัดเขาไว้แนบอกแน่น
“อื้อ.....” ครางประท้วงในลำคอเมื่อถูกลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากนุ่ม
กวาดเก็บเกี่ยวความหอมหวานทุกหยาดหยด กวาดเก็บไปกระทั่งลมหายใจของเขา
ลมหายใจเริ่มสะดุดเมื่อคนตัวสูงกว่าไม่ยอมถอดถอนแม้แต่เว้นช่วงให้หายใจ
เรียวลิ้นยังคงรุกไล่ต้อนให้อีกฝ่ายจนมุม จนมุมด้วยทั้งแรงกาย...และแรงใจ
มือไม้เริ่มอ่อนแรง พอๆกับขาที่สั่นจนพยุงตัวเองไว้ไม่อยู่
ต้องพึ่งลำแขนแข็งแรงที่โอบรัดค้ำยันร่างไว้เท่านั้น
จากมือที่ผลักไสรุนแรงกลับเป็นต้องเกาะยึดเสื้อของอีกฝ่ายไว้แทน
ดวงตาเรียวหลับพริ้มลงอย่างจนด้วยแรงที่จะต้านทาน
เขาต้านทานคนๆนี้ไม่ไหวอีกแล้ว...
ร่างบางถูกผ่อนให้ลงนอนบนโซฟายาวหนังนุ่ม
ก่อนที่ร่างสูงจะตามติดเข้าไปโอบกอดแนบแน่น
ทั้งๆที่ยังไม่ถอนริมฝีปากออกจากกันด้วยซ้ำ
จูบ...ให้สมกับที่อยากจูบ
จูบ...ให้สมกับที่เก็บกดความรู้สึกเอาไว้มานาน
ตั้งแต่แรกพบ...ทันทีที่ได้สบดวงตาคู่สวยนี้
รัก...คือคำที่โจวหมี่ต้องพยายามปิดบังมาตลอด
เพราะมีเจ้าของแล้ว เพราะคนๆนี้เกลียดเขายิ่งว่าอะไร
แต่ถึงอย่างนั้น... ก็ไม่เคยที่จะหยุด...รัก...ได้เลย
“ทำไม...ทำไมต้องทำแบบนี้” คราวนี้เป็นคยูฮยอนเองที่เอ่ยถาม ถามทั้งๆที่เสียงยังสั่น
เงยหน้ามองคนที่ทาบทับอยู่ด้านบนอย่างไม่เข้าใจ
“รัก...”
คำๆเดียวสั้นๆ แต่ส่งผลให้สะเทือนลึกไปถึงหัวใจ
ความรู้สึกเต็มตื้นเอ่อล้นจนกลั่นออกมาเป็นน้ำตา คยูฮยอนครางสั่นในลำคอ
“ทำไม...ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย”
“ผมไม่รู้ ผมพยายามแล้ว...แต่...ผมทำไม่ได้”
บอกทั้งๆที่ริมฝีปากยังไม่หยุดเคล้าเคลียกลีบปากนุ่มที่เห่อแดงจัดเพราะจูบเมื่อครู่
ก่อนจะเลื่อนไปจูบซับน้ำตาที่รินไหลออกมาจากหน่วยตาเรียวสวย
“ผมรักคยู...รัก”
เท่านั้นเอง น้ำตาก็พรั่งพรูออกมาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน
คยูฮยอนไม่รู้ที่มาของน้ำตานี้ ไม่รู้ที่มาของความตื้นตันภายในใจนี้
รู้แต่ว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น...ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับคนๆนี้
คำนิยามที่เคยคิดว่าตรงกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ที่จะมอบให้กับคนๆนี้มากที่สุด
คำว่า “เกลียด” ที่เคยคิดว่าเคยใช่ จริงๆแล้วกลับไม่ใช่เลย...
เพราะ...รัก...ต่างหาก
รัก...ตั้งแต่เพียงสบตากันครั้งแรก...ก็อุ่นวาบขึ้นในหัวใจ
ที่ไม่อยากสบตา ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากสัมผัส ไม่อยากแตะต้อง...
ที่อยากให้คนๆนั้นหายไปจากสายตา อยากอยู่ให้ห่างไกลมากที่สุด
ไม่แม้แต่ต้องการจะพูดคุยด้วย...
เพราะกลัว...กลัวที่จะสัมผัส กลัวที่จะเข้าใกล้ กลัวที่จะสบสายตา
แล้วความรู้สึกทั้งหมดในใจที่เก็บกดไว้จะแสดงตัวออกมา...ว่ารัก
รัก...ทั้งๆที่ควรจะ...เกลียด
รัก...ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์จะรักใครได้อีกแล้ว...
“ปล่อยเถอะ...ขอร้อง...ไม่ว่าจะยังไงมันก็ไม่มีวันเป็นไปได้ นายก็รู้ไม่ใช่หรือไง”
พยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสนุ่มนวลที่แตะแต้มไปทั่วหน้า
สมองสั่งให้ผลักร่างสูงออกไปให้ได้ หากหัวใจกลับบอกให้จับยึดเอาไว้
และสองมือของเขา...กลับเชื่อหัวใจ...มากกว่าสมอง
“ผมรู้...ผมรู้ว่าคยูฮยอนเป็นคนรักของพี่คังอิน แต่ผมตัดใจไม่ได้
ผมไม่ได้เรียกร้อง ผมแค่รัก...แค่รักเท่านั้นไม่ได้หรือ”
จบแล้ว...สิ่งที่เคยตอกย้ำกับตัวเอง ให้จด ให้จำ ให้ท่องเอาไว้ตลอดเวลาไม่ให้เลือน
สมองท่องจำคำว่า “เกลียด” แต่หัวใจกลับตอกย้ำเพียงคำว่า “รัก”
และเป็นอีกครั้งที่คยูฮยอนเลือกที่จะเชื่อ.....หัวใจ.....
“บอกผมได้ไหม...คยูรู้สึกยังไง...บอกผมที” น้ำเสียงราวกับจะอ้อนวอนให้ใจอ่อน
หน่วยตาคมจ้องมองอย่างต้องการค้นให้ลึกไปถึงหัวใจ
ความรู้สึกที่คยูฮยอนพยายามปฏิเสธตลอดมา
“...เกลียด...”
ทั้งๆที่คำตอบแทบไม่ต่างจากที่เคยได้ยินแล้วทำร้ายจิตใจมาครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่คราวนี้ชายหนุ่มกลับยิ้มออก เพราะมือบางที่ขึ้นเลื่อนโอบรอบคอ
และดึงโน้มให้ใบหน้าของทั้งสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้น
“...เพราะนาย...เพราะนายคนเดียว...” ย้ำแผ่วๆเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่จะพบกันอีกครั้ง
.
.
.
.
.
หากเราจะจำกัด “นิยาม” ของความรู้สึกที่มีต่อคนๆหนึ่ง เป็นคำสักคำหนึ่ง
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ จะจำกัดเป็นคำว่าอะไรได้บ้างนะ.....
ไม่อยากสบตา ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากสัมผัส ไม่อยากแตะต้อง
แม้แต่ยืนอยู่ข้างๆกันก็ก่อให้เกิดความรู้สึก.....แย่
แย่...เพราะใจสั่นทุกครั้งที่มองหน้า วูบหวิวทุกครั้งที่สบตา ร้อนรุ่มทุกครั้งที่แตะต้อง
อยากให้คนๆนั้นหายไปจากสายตา อยากอยู่ให้ห่างไกลมากที่สุด
ไม่แม้แต่ต้องการจะพูดคุยด้วย เพราะมันก่อให้เกิดความรู้สึก.....แย่
แย่...เพราะอยากอบอุ่นทุกครั้งที่เคียงใกล้ หวั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินเสียง
คำ “นิยาม” คำไหนจะตรงมากไปกว่าคำๆนี้ ที่จะมอบให้กับคนๆนี้
คำนิยามของความรู้สึกที่เรียกว่า “เกลียด”.....
คำว่า “เกลียด” ใช่ไหม...
END.
@~Talk~@
เปิดตัวมาหลังจากที่หายหน้าไปเกือบ 3 เดือนด้วยฟิคอะไรก็ไม่รู้...มีแต่น้ำ -*-
แต่ก็อยากให้อ่านไปด้วยแล้วฟังเพลงไปด้วยมากๆเลยค่ะ
เพราะแรงบันดาลใจมาจากเพลงนี้ล้วนๆ
เรียกว่าฟังปุ๊ป...ฟีลก็บรรเจิดปั๊ปกันเรยทีเดียว
แต่อย่าถามนะคะว่าทำไมต้องคู่นี้
เพราะไรเตอร์ทนความหล่อของสองโจวไม่ได้น่ะสิเคอะ โฮะๆๆๆๆๆๆๆ ^O^