[SF] แทงข้างหลัง...ทะลุถึงหัวใจ [SiHanCin~Siwon’s Part-Begin]
@~Talk~@
ได้ฤกษ์เปิดตัว Siwon’s Part ซะที หลังจากที่หายหน้าหายตาไปเกือบสองอาทิตย์
ไม่รู้ว่าจะยังมีคนรออ่านอยู่หรือเปล่า (แล้วใครใช้ให้แกหายไปนานล่ะ =_=”)
ก็นะ...ไม่อยากจะแก้ตัวเลย
แต่ว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผู้แต่งต้องกลับบ้านที่ต่างแดนด่วนมาก
ก็เลยตั้งใจว่าพอกลับถึงบ้านจะเอา Siwon’s Part มาลงให้อย่างรวดเร็ว
แต่อนิจจา ความเอ๋อไม่เข้าใครออกใคร...
หลังจากที่ save ฟิคใส่แฮนดี้ไดร์ฟกลับไปที่บ้านแล้ว
พอเปิดดูปรากฏว่า “หยิบแฮนดี้ไดร์ฟมาผิดอัน”
…ตายไปเลยครับพี่น้อง...
เข้าเรื่องๆ
หากใครยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ขอแนะนำให้ไปอ่าน
Heechul’s Part และ Hankyung’s Part ก่อนนะคะ
เพราะจะได้รู้ที่มาที่ไปของเรื่องก่อนค่ะ
เชิญหนุกหนานกันตามสบายค่ะ ^-^
[SF] แทงข้างหลัง...ทะลุถึงหัวใจ [SiHanCin~Siwon’s Part-Begin]
“นี่พี่ฮันกยอง นิยามคำว่า “รัก” สำหรับพี่คืออะไรน่ะ”
ไอ้หมวยของบ้านออกปากถามชายหนุ่มเชื้อสายจีนคนเดียวในวง
ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนภาษาเกาหลีอยู่บนโซฟาอย่างกระตือรือล้น
หลังจากที่มันไล่ถามคำถามนี้กับสมาชิกในวงคนอื่นๆ
ที่นั่งดูทีวีอยู่แถวๆนั้นจนเกือบจะครบหมดแล้ว
“หวังว่าคำตอบของพี่คงจะไม่ใช่...
//ความรักคือสีชมพู ผมรักสีชมพูที่สุดเลย// แบบซองมิน
หรือ //ความรักคืออาหาร ต้องเป็นอาหารที่รสชาติอร่อยที่สุดในโลกด้วย// แบบพี่ชินดง
หรือ //ความรักคือพลัง พลังที่แข็งแกร่งของฉันนี่ไง// แบบพี่คังอินหรอกนะ”
ท่าทางไอ้คนโปรดของคิบอม
จะเก็บกดกับคำตอบที่ไม่ได้ดั่งใจของบรรดาผองเพื่อนร่วมวงเป็นอย่างมาก
มาถึงก็เลยมารัวใส่เป็นชุด พร้อมทั้งดักคอคนที่ยังนั่งทำหน้าเอ๋อๆไว้ซะหมดแบบนี้
ฮันกยองนั่งงงอยู่พักใหญ่ พลางทวนคำถามนั้นกลับไปกลับมาในใจ
คิ้วเรียวขมวดน้อยๆนิดหนึ่งก่อนจะตอบ
“คือความเสียสละล่ะมั๊ง” ตอบเสร็จก็เรียกเสียงฮาครืนจากสมาชิกในวงคนอื่นๆได้ทันที
แม้แต่เจ้าตัวก็ยังอดหัวเราะเขินๆไปกับคำตอบของตัวเองไม่ได้
ใบหน้าเรียวขาวนั้นแดงเรื่อขึ้นน้อยๆอย่างน่าดู
ริมฝีปากอิ่มแดงยังคงวาดเป็นรอยยิ้มกว้าง
แม้ในขณะที่โดนเจ้าหญิงประจำวงอย่างฮีชอลที่เอนซบไหล่อยู่เหน็บแนมให้ว่า
“ความรักคือการเสียสละน่ะ มันเป็นแค่คำนิยามของคนโง่ๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ
คนโง่ที่ไม่รู้จักขวนขวายความรักนั้นมาไว้ในมือของตัวเอง
คนขี้ขลาดที่ยอมปล่อยให้หัวใจตัวเองหลุดมือไป
คนแบบนั้นน่ะไม่มีค่าควรที่จะรักด้วยซ้ำ
เพราะขนาดหัวใจตัวเองยังทำร้ายได้ แล้วจะรักษาหัวใจคนอื่นได้ยังไง”
ถึงจะถูกถ้อยคำเผ็ดร้อนของคนหน้าสวยของวงวิจารณ์ซะเสียหาย
แต่รอยยิ้มนั้นก็ยังคงสดใส...และหวานจนจับหัวใจ
หวาน...
จนใจเขาเต้นผิดจังหวะทุกครั้ง...ที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้จากกลีบปากอิ่มสวย
หวาน...
จนไม่มีแม้สักครั้ง...ที่จะละสายตาไปจากใบหน้าเรียวขาวที่บรรจงวาดรอยยิ้มนี้ขึ้นมาได้
“แล้วนายล่ะซีวอน นิยามคำว่า “รัก” สำหรับนายคืออะไร”
ทงเฮหันมาถามเขาที่นั่งอยู่บนพื้นพรมไม่ห่างจากโซฟาตัวยาวนั้นเท่าไหร่นัก
คำถามนั้นทำให้ซีวอนจำต้องถอนสายตาจากคนที่แอบมองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
กลับมามองเจ้าตัวปัญหาที่กำลังนั่งลงข้างๆแทน
อืม...แล้วคำว่า “รัก” สำหรับเขาคืออะไรนะ
คือ “ความเสียสละ” เหมือนฮันกยองหรือเปล่า...
หากยังไม่ทันคิดหาคำตอบให้กับตัวเองได้
สายตาคมก็ต้องถูกตรึงไว้ด้วยภาพที่ทำให้จิตใจของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ
เมื่อฮีชอลที่พยายามแกล้งฮันกยอง โดยการแย่งหนังสือออกจากมือของอีกฝ่ายนั้น
ไม่ระมัดระวังจนเผลอลื่นไถลลงไปทาบทับร่างโปร่งของฮันกยองเต็มๆ
แถมอีกฝ่ายก็ยังกอดรัดร่างบอบบางของฮีชอลไว้กับตัวแน่น
ยังหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่คิดผละออกจากกันไปไหน
ดวงตาดำคมลุกวาบด้วย “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่ปะทุขึ้นมา
“ความรู้สึกบางอย่าง” ที่ซีวอนไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบเห็น
และไม่คิดว่าชาตินี้จะได้สัมผัส...
“ความรู้สึกบางอย่าง” ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
จนทำให้หัวใจของเขาถูกบีบรัดจนเจ็บร้าวไปหมด
ความรู้สึกที่เรียกว่า...“ความหึงหวง”
เท่านั้นเอง ชายหนุ่มก็ตอบตัวเองได้ในทันที
ว่านิยามคำว่า “รัก” สำหรับเขาคืออะไร
“นิยามคำว่า “รัก” สำหรับผมคือการแย่งชิง ผมจะทำทุกสิ่งให้ได้มาซึ่งคนที่รัก”
ตอบทั้งๆที่ยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าขาวเนียนของคนที่ตัวเองหลงใหล
คนที่ยังมัวแต่สนใจหยอกเย้ากับร่างบอบบางในอ้อมแขนเท่านั้น
ใช่...เขาจะทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงคนที่เขารักมาไว้ในมือให้ได้
จะทำทุกอย่าง แม้ว่าสิ่งนั้นจะต้องแลกกับความเจ็บปวดของใครสักกี่คนก็ตาม
ขอแค่ได้คนที่รักมาไว้ในกำมือเท่านั้น ต่อให้ต้องทำร้ายหรือทำลายใครลง
เขาก็ยินดีที่จะทำ!!
ฮันกยอง...ฉันจะทำทุกวิถีทางให้นายมาเป็นของฉันเพียงคนเดียว!!
+++++++++++++++++++++++
ร่างสูงก้าวยาวๆไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว
จุดมุ่งหมายคือห้องแต่งตัวที่อยู่เกือบในสุดของชั้น
มือหนายกผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นซับเหงื่อที่เกาะพราวตามใบหน้าเพราะความร้อนออก
ไม่ใช่ว่ายักษ์ใหญ่ในสายงานบันเทิงอย่าง SM ENTERTAINMENT
จะประหยัดแอร์จนพนักงานต้องร้อนจนเหงื่อหยดไปตามๆกันหรอกนะ
แต่เพราะชายหนุ่มที่เดินเร็วอยู่นี่
พึ่งออกมาจากห้องซ้อมเต้นที่ใช้มาตลอดครึ่งวันบ่ายนี่ต่างหาก
การซ้อมที่โหมหนักเพื่อขึ้นคอนเสิร์ตครั้งใหญ่
ทำให้แม้อากาศในตัวอาคารจะเย็นเฉียบสักแค่ไหน
ก็ยังเย็นไม่พอจะช่วยลดความร้อน
ที่แผ่ออกจากร่างกายที่เผาผลาญพลังงานอย่างหนักไปได้
ร้อนจนเสื้อเชิ้ตสีดำที่คนตัวสูงสวมใส่อยู่
ถึงกับเปียกชื้นเพราะเหงื่อที่ซึมออกมาจนแนบไปกับรูปร่าง
จนเห็นมัดกล้ามได้รูปตรงช่วงอกและหน้าท้องชัดเจน
เซ็กซี่...จนใจแทบละลาย
เล่นเอาทั้งพนักงานและทีมสต๊าฟที่เดินผ่านขาอ่อนก้าวไม่ออกไปตามๆกัน
แม้จะเห็นกันบ่อยเพราะทำงานในตึกเดียวกัน
แต่ก็ไม่มีใครทำใจให้ชินกับภาพเจนตานี่ได้สักที
เพราะนอกจากรูปร่างสูงหุ่นนายแบบที่โดดเด่นกว่าใครๆในวงแล้ว
ใบหน้าคมนั้นก็ยังหล่อจัดจนยากที่ใครเห็นแล้วจะถอนสายตาออกไปได้
เชว ซีวอนช่างเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ...
แล้วแบบนี้...จะให้ทำใจให้ชินกันได้ยังไง
ไม่หัวใจวายเวลาร่างสูงเดินผ่านก็บุญแค่ไหนแล้ว!!
.
.
.
.
.
“ซีวอน” เจ้าของชื่อชะงักมือที่กำลังจะถอดเสื้อออก
พลางหันไปหาร่างบางที่ยืนหน้าแดงอยู่ไม่ห่างจากตัวเองเท่าไหร่ด้วยสายตาเป็นคำถาม
“ครับ ฮีชอลมีอะไรหรอครับ”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดหนึ่ง เอ่ยถามคนที่ยืนก้มหน้าเขินอายอยู่อย่างสงสัย
“ฉันเอ่อ...มีอะไรจะบอกกับนาย”
ดวงตากลมหวานช้อนขึ้นสบตาเขาอย่างต้องการจะดูท่าที
หากเพียงแค่เขาสบตอบก็กลับเอียงหลบสายตาลง ริมฝีปากบางขบเม้มนิดๆอย่างชั่งใจ
แก้มใสยังคงแดงปลั่งราวกับผลสตอเบอร์รี่สุก
ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มงงหนักยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่เข้าใจ...ทำไมฮีชอลต้องแสดงอาการแบบนี้กับเขาด้วย
ไม่ใช่ว่าลักษณะอาการแบบนี้เขาจะไม่เคยพบไม่เคยเจอมาก่อนหรอกนะ
แต่เพราะเห็นมามากต่อมาก จึงไม่อยากจะคิดไปเองว่า
ฮีชอลจะเข้ามาเหมือนกับบรรดาหญิงสาวหลายๆคนที่เข้ามาหาเขา
เข้ามาเพื่อ...สารภาพรัก
แต่หากคำพูดแผ่วๆที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางสวยก็ทำให้เขาถึงกับนิ่งงันไปทันที
“ฉัน...ฉันรักนาย” ใบหน้าหวานที่แดงเรื่ออยู่แล้วยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีก
แดงจัดจนชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ร่างบางที่ยืนประสานมืออยู่ตรงหน้านั้น
กำลังเป็นไข้หรือกำลังเขินอายอยู่กันแน่ แต่แม้คำตอบจะเป็นแบบไหนก็ตาม
คนตรงหน้าเขา ก็ยังดูบอบบางและน่าทะนุถนอมมากกว่าใคร
เพราะอย่างนี้ใช่ไหม นายถึงรักเขา...ฮันกยอง
เพราะเขานุ่มนวล เปราะบาง น่าปกป้อง น่าทะนุถนอม
และแตกหักง่ายราวกับแก้วเนื้อบางใสอย่างนี้เองใช่ไหม
สายตานายถึงหยุดอยู่ที่เขาเพียงคนเดียว...
ไม่เคยแม้สักครั้ง ที่จะเผื่อแผ่สายตาแบบนั้นไปให้ใคร
...แม้แต่กับฉัน...
“ฉันไม่ได้อยากให้นายลำบากใจนะซีวอน และไม่ได้หวังว่านายจะต้องมาคบกับฉัน
ฉันแค่อยากให้นายรู้ว่าฉันคิดยังไงก็เท่านั้น”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นขัดความคิดทั้งหมดของซีวอนให้หยุดลง
ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองเขา เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปโดยไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ
ก่อนจะหลุบสายตาลงมองมือตัวเองเมื่อดวงตาคมตวัดตอบกลับมา
“นานเท่าไหร่??” คำถามค้างคาแบบไม่มีประโยคเกริ่นนำทำให้ฮีชอลขมวดคิ้วมุ่น
คงไม่รู้จะตอบกลับมาว่ายังไงถ้าเขาไม่พูดต่อ “รักผม...มานานแค่ไหนแล้ว”
คำถามตรงไปตรงมาเรียกเลือดให้สูบฉีดขึ้นไปเลี้ยงที่หน้าคนตัวเล็กกว่าได้อีกครั้ง
ริมฝีปากบางยิ้มเขินก่อนจะข่มความอายตอบกลับไป
“ก็...ก็ตั้งแต่งาน SBS INKIGAYO MUTIZEN AWARD ที่เราได้รับรางวัลกันครั้งแรก
ที่นายคอยปลอบฉันและเพื่อนๆในวงไม่ให้ร้องไห้ แต่นายกลับน้ำตากลบเต็มสองตา
ทั้งๆที่นายก็อยากร้องให้ออกมาเหมือนคนอื่นๆ
แต่นายกลับพยายามทำตัวเข้มแข็ง พยายามเป็นจุดยืนให้กับเพื่อนๆ
มันทำให้ฉันประทับใจมาก และจากนั้น...ฉันก็ละสายตาจากนายไม่ได้เลย”
ริมฝีปากหยักสวยยิ้มขื่นให้กับตัวเอง
หากก็บางเบา จนคนสวยประจำวงไม่มีโอกาสที่จะสังเกตเห็น
ก็แค่เมื่อปีที่แล้ว...
น้อยมาก...เมื่อเทียบกับความรักของเขา
ความรัก...ที่มันเริ่มต้นขึ้นทันทีที่สบกับดวงตาเรียวสวยกับรอยยิ้มหวานใสจริงใจ
ในวันที่มิสเตอร์อีพาใครคนนั้นมาแนะนำตัวกับพวกเขาวันแรก
“สวัสดี ฉันชื่อฮันเกิง”
สำเนียงแปร่งหูยังกับกะเหรี่ยงอพยพทำให้คนทั้งวงถึงกับฮาครืน
ใบหน้าเรียวขาวนั้นแดงเรื่อขึ้นน้อยๆ หากก็ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่เต็มใบหน้า
“ฮันอะไรน่ะ เรียกยากชะมัด” ฮีชอลหันไปบ่นกับอีทึกเบาๆ
ในขณะที่คนอื่นๆกำลังพยายามออกสำเนียงให้ถูกต้อง
แต่จนแล้วจนรอด ก็เป็นการออกเสียงที่ยากเกินกว่าที่บรรดาพวกลิงๆทั้งหลายจะทำได้
เรียกเพี้ยนเรียกผิดแต่เจ้าของชื่อก็ยังยิ้มรับทุกชื่อ คงยังไม่รู้ว่าจะโต้ตอบยังไงล่ะมั๊ง
“ไม่สนล่ะ ฉันจะเรียกว่า “ฮันกยอง” ง่ายดี โอเคไหม?”
คนหน้าสวยของวงสรุปเอาเองเสร็จสรรพตามแบบฉบับเจ้าแม่ประจำวง
ก่อนจะหันไปถามคนที่ยังยืนยิ้มหน้าเอ๋อไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ข้างๆมิสเตอร์อี
คงจะเข้าใจแต่คำว่า “โอเค”
ฮันเกิงที่กลายมาเป็นฮันกยองแบบกะทันหันก็เลยพยักหน้ารับไว้ก่อน
คงคิดในใจว่าถูกไม่ถูกค่อยมาว่ากันทีหลัง และนั่นทำให้ซีวอนอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้
เออ...น่ารักดีเหมือนกันแฮะ
และยิ่งเมื่อเขาก้าวเข้าไปแนะนำตัว
“ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อซีวอนครับ”
กลีบปากอิ่มแดงนั้นยิ่งคลี่ยิ้มกว้าง ใบหน้าขาวนั้นยิ่งกระจ่างตาเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
“ซี...วอน” เสียงนุ่มเรียกชื่อเขาช้าๆเพื่อให้สำเนียงออกมาถูกต้องที่สุด
ดวงตาเรียวใสจ้องตรงมาที่เขาอย่างอยากรู้ว่าที่ตัวเองออกเสียงไปถูกต้องไหม
อาการนั้นเองทำให้ซีวอนถึงกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ
อะไร...
ความรู้สึกรุนแรงพลุ่งพล่านนี่คืออะไร
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นรัวแรงจนเจ็บไปทั้งอกแบบนี้
ทำไมถึงรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัวแบบนี้
ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน
ในตอนนั้น...
เขาไม่สามารถตอบตัวเองได้ในทันที ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นคืออะไร
เพราะไม่เคยได้รู้จัก ไม่เคยได้สัมผัส
กว่าจะรู้ว่านั่นคือความรู้สึกที่เรียกว่า “รัก”
สายตาของฮันกยองก็ไม่มีเขาอีกต่อไปแล้ว
ไม่มีเขา ไม่มีใครเลย...นอกจากฮีชอล
สายตาคู่นั้นมีไว้ให้เพียงฮีชอลคนเดียวเท่านั้น
แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น...
ก็ยังรักนายเหลือเกิน...ฮันกยอง
ฉันก็ยังต้องการนายเหลือเกิน
.
.
.
.
.
“ขอบคุณครับสำหรับความรู้สึกดีๆที่มีให้กับผม”
คำตอบและรอยยิ้มจากริมฝีปากได้รูปคงเรียกกำลังใจให้คนหน้าสวยได้อีกมาก
หากไม่ได้ยินประโยคถัดมา “แต่ผมเสียใจ ผมรักฮันกยอง”
ใบหน้าหวานซีดลงทันตา ซีดจนแม้แต่ซีวอนเองก็อดสงสารไม่ได้
เขารู้...ว่าวิธีการที่บอกออกไปตรงๆแบบนี้ออกจะร้ายกาจไปสักหน่อย
หากเขาก็ไม่อยากจะโกหกหรือให้ความหวังลมๆแล้งๆกับฮีชอล
การโกหกด้วยคำพูดหวานหู จะทำให้เจ็บนานกว่าคำพูดตรงๆแบบนี้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า
เขาจึงเลือกที่จะไม่ทำ เพราะถึงแม้ฮีชอลจะเป็นคู่แข่งหัวใจ
หากก็เป็นเพื่อนร่วมวงที่เขาห่วงใยเช่นกัน
“นานแค่ไหนแล้ว” ถามคำถามเดียวกันกับที่ออกจากปากเขาเมื่อกี๊
แต่เขารู้...ความรู้สึกที่ถามออกมามันต่างกันอย่างมากมาย
“ตั้งแต่วันที่ฮันกยองเข้ามาแนะนำตัวกับพวกเรา”
“แล้ว...แล้วฮันรู้หรือเปล่า” ริมฝีปากบางสั่นระริกขณะที่กลั้นใจถามออกไป
ซีวอนเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบ
“เปล่า...ผมไม่เคยบอก”
ใช่...เพราะเขาไม่เคยบอก เขาถึงได้เสียฮันไป
เพราะฮันไม่เคยรู้ เขาถึงได้หยุดอยู่แค่ตำแหน่งเดิมที่เป็นมาแต่แรก
แค่ตำแหน่ง “เพื่อนร่วมวง” เท่านั้น...
“ขอบคุณ” ฮีชอลยังคงยิ้มให้เขา ยิ้มทั้งๆที่น้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอเต็มสองตา
“ขอบคุณที่บอกกับฉันตรงๆ ฉัน...”
หากยังไม่ทันพูดจบ ร่างเล็กบางก็ถูกรั้งเข้าไปแนบอกกว้าง
วงแขนแกร่งโอบกระชับร่างบอบบางที่สั่นสะท้านเพราะแรงสะอื้นเอาไว้แน่น
รับรู้ได้ถึงน้ำตาที่ร่วงรินจนเปียกอกเสื้อเชิ้ตที่ตนเองสวมใส่อยู่
“ผม...ขอโทษ” ซีวอนเอ่ยมันออกมาจากใจ
มือใหญ่ลูบแผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม
เพราะเขารู้ดี ว่าการที่ไม่เป็นที่รักของคนที่เรารักมันเจ็บปวดแค่ไหน
เจ็บไปหมดทั้งตัว...
ทุกครั้งที่เห็นว่าสายตาของคนๆนั้นจดจ้องอยู่ที่ใคร
ร้าวไปหมดทั้งใจ...
ทุกครั้งที่สัมผัสได้ถึงความรักที่คนๆนั้นมอบให้กับคนอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเอง...
ไม่ใช่...และอาจไม่มีวันที่ใช่เลยก็ได้
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น...
ก็ยังรักนายเหลือเกิน...ฮันกยอง
ฉันก็ยังต้องการนายเหลือเกิน
+++++++++++++++++++++++
ร่างสูงเอนตัวลงพิงกับพนักโซฟาบุหนังนุ่มในห้องนั่งเล่นอย่างเหนื่อยล้า
ดวงตาคมดำปิดสนิทเผยให้เห็นขนตายาวเป็นระเบียบสวย
รับกับคิ้วเข้มได้รูปและจมูกที่โด่งเป็นสันคมอย่างเหมาะเจาะลงตัว
ริมฝีปากหยักสวยเม้มแน่นอย่างคนที่กำลังใช้ความคิด
แม้ใบหน้าคมจะดูเครียดไปบ้างเพราะความคิดฟุ้งซ่านที่อยู่ในใจ
แต่ก็อดที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
ซีวอนก็ยังเป็นผู้ชายที่หล่อจัดมากจนยากจะหาคนมาเทียบได้
แถมที่บ้านก็ฐานะดีมาก เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายที่มีทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติพร้อม
สมบูรณ์แบบจนใครหลายคนอิจฉา
ใช่...ทุกคนเคยบอกกับเขาแบบนั้น แม้แต่ฮันกยองก็ยังเคยพูดกับเขา
“เป็นนายนี่ดีจังเลยนะซีวอน มีพร้อมทุกอย่างเลย
ถามจริงๆเถอะ นายเคยมีอะไรที่อยากได้แล้วไม่ได้บ้างหรือเปล่า”
คำถามแกมหยอกที่มาพร้อมกับรอยยิ้มซื่อใสนั้นทำให้เขาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
ซีวอนพยักหน้าน้อยๆก่อนตอบ
“มีสิครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุดในชีวิต
แต่ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน ก็ไม่เคยได้สิ่งนั้นมาไว้ในมือสักที”
ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ กลีบปากอิ่มเผยอค้างน้อยๆ
“มีของแบบนั้นด้วยหรอ มันคืออะไรหรอซีวอน”
หากคราวนี้ไม่มีคำตอบใดๆจากริมฝีปากหยักได้รูปนั้นอีกเลย
มีเพียงดวงตาคมเท่านั้นที่จ้องลึกลงไปในดวงตาเรียวฉายแววสงสัย
จ้อง...อย่างที่ต้องการจะให้ล่วงรู้ถึงความในใจของเขา
หัวใจของนายไงฮันกยอง...ความรักของนายเท่านั้น
ที่ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอีกสักเท่าไหร่
หรือแม้จะต้องแลกกับสิ่งที่นายอิจฉาฉันอยู่ ฉันก็ยินดีจะให้
เพราะมันเทียบกันไม่ได้เลยกับความรักของนาย
สิ่งเดียวที่ฉันจะไม่ยอมสูญเสียไป...คือนายเท่านั้น
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะเบาๆอย่างเกรงใจที่ดังขึ้นทางหน้าประตู
เรียกสติทั้งหมดของร่างสูงให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ดวงตาคมตวัดไปมองทางต้นเสียงนิดหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ใครนะ...มาดึกๆดื่นๆป่านนี้
ถ้าไม่ใช่ธุระสำคัญล่ะก็ พ่อจะเตะโด่งออกนอกประตูเลยคอยดู!
หากใบหน้าขาวคมที่เห็นได้ชัดจากช่องตาแมว ก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับครางออกมา
ฮันกยอง!!!
ซีวอนเปิดประตูออกรับด้วยความเร็วที่แม้แต่คนที่ยืนอยู่หน้าประตูยังตกใจ
ราวกับกลัวว่าหากช้าไปวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
ร่างโปร่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะหายวับไปจากสายตา
ริมฝีปากอิ่มแดงพึมพำขอโทษเขาเบาๆที่มารบกวนยามดึกขนาดนี้ หากเขาไม่คิดจะใส่ใจ
ในหัวมีแต่คำถามวิ่งวนเต็มไปหมดจนแยกแยะแทบไม่ออก หากที่เด่นชัดที่สุดก็คือ
ฮันมาหาเขาทำไมกัน?
หรือว่าฮันจะรู้เรื่องที่เขาบอกกับฮีชอลไปแล้ว!!
ใช่...ฮันต้องรู้แล้วแน่ๆ
เพราะไม่ว่าฮีชอลจะเจอกับเรื่องที่ดีที่สุด หรือเรื่องที่เลวร้ายอย่างที่สุด
คนหน้าสวยนั่นก็จะบอกกับฮันกยองเป็นคนแรกเสมอ
ในฐานะที่ฮันกยองเป็น “เพื่อนรัก” และ “ที่ปรึกษา” เพียงคนเดียวเท่านั้น
แล้วเขาจะทำยังไงดีล่ะ นี่ฮันจะมาปฏิเสธเขาเหมือนอย่างที่เขาทำกับฮีชอลหรือเปล่า
หวังว่าคงจะไม่ได้มาชกหน้าเขา โทษฐานที่ทำให้ฮีชอลเสียใจยกกำลังสองหรอกนะ
“ซีวอน นายคิดยังไงกับฮีชอล” นั่นเป็นคำถามแรกชายหนุ่มได้ยิน
หลังจากที่ฮันกยองเข้ามานั่งในห้องชุดของเขาเรียบร้อยแล้ว
คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อได้ยินคำถาม
“ฮีชอลหรอครับ ฮีชอลก็เป็นคนที่สวยและน่ารักมากๆคนหนึ่ง
ร่าเริงสดใสได้ตลอดเวลา เรียกว่าทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆมีความสุขได้ไม่ยากเลย
ว่าแต่ ฮันกยองถามผมแบบนี้ทำไมหรอครับ”
เลือกที่จะตอบกลางๆไว้ก่อน เพราะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
หากก็ยังอดถามออกไปด้วยความอยากรู้ไม่ได้
ทำไมฮันกยองถึงถามเขาแบบนี้นะ...
ทั้งๆที่ร่างโปร่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานี่ ก็รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง
ฮีชอลน่าจะเล่าทุกอย่างที่เขาพูดให้ฟังหมดแล้วไม่ใช่หรือไง
ในเมื่อรู้อยู่แล้ว แล้วทำไมยังมาถามคำถามแบบนี้กับเขาอีก
“ฉันแค่อยากรู้ ว่าข้อดีของฮีชอลที่นายพูดมา
มันพอที่จะทำให้นายตกลงคบกับเขาหรือเปล่า”
ดวงตาคมตวัดมองใบหน้าเรียวขาวที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงหน้าทันที
ฮันกยองพูดว่าอะไรนะ...
พูดแบบนี้ทำไมกัน ทั้งๆที่เขาก็ปฏิเสธฮีชอลไปชัดเจนแล้ว
พูดแบบนี้ทำไมกัน ทั้งๆที่ฮันก็รู้อยู่แล้วว่าคนที่เขารักคือใคร...
ฮันกยองกำลังต้องการอะไรจากเขากันแน่!!
“ผมบอกตรงๆนะ ถึงฮีชอลจะน่ารักแค่ไหน
แต่ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะคบกับใครในตอนนี้
ผมลำบากใจที่จะปฏิเสธ แต่ผมก็ไม่อาจจะตอบรับเขาได้จริงๆ”
บอกอย่างตรงไปตรงมาในขณะที่สายตายังไม่ถอนไปจากใบหน้าสวย
แว่บหนึ่ง เขาเห็นดวงตาเรียวฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด
หากต่อมากลับฉายแววเศร้าแทน
“ซีวอน แต่ฮีชอลเป็นคนที่ดีมากๆคนหนึ่งนะ ฉันอยากให้นายพิจารณาเขาดู”
น้ำเสียงและสายตาที่อ้อนวอนออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สักนิดนั้น
กลับทำให้ซีวอนรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า
ริมฝีปากหยักได้รูปขบเม้มแน่น
เท่านี้เขาก็เดาได้แล้วว่า ฮันกยองต้องการอะไรจากเขา
ต้องการให้เขา...คบกับคนที่ตัวเองรักสินะ
ฮันกยองทำกับเขาแบบนี้ได้ยังไง!!
แค่ไม่รักเขา ก็แทบจะฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็นอยู่แล้ว
นี่ยังจะใช้ความรักที่เขามีให้ ไปทำให้คนที่ตัวเองรักสมหวังอีกหรือ
รู้ว่าเขารัก รู้ว่าเขาจะต้องยอมทำตามคำขอนั้นใช่ไหม
ถึงได้ขออะไรที่เป็นการทำร้ายหัวใจของเขาแบบนี้
เลือดเย็นไปไหม ร้ายกาจไปหรือเปล่า
ซีวอนจ้องลึกลงในดวงตาเรียวสวยนั้นอย่างอยากจะอ่านให้ลึกเข้าไปถึงหัวใจ
ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
ดี...
ในเมื่อนายเลือกที่จะตอบแทนความรักที่ฉันมอบให้แบบนี้
ฉันก็จะไม่ยอมเป็นฝ่ายสูญเสียเพียงคนเดียวอย่างเด็ดขาด
ฉันบอกแล้วไง...ฮันกยอง
ฉันจะทำทุกวิถีทางให้นายมาเป็นของฉันเพียงคนเดียว!!
“ฮันกยองรักฮีชอลใช่ไหม” ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นเมื่อโดนยิงคำถามกระทบใจ
หากซีวอนก็ยังเลือกที่จะพูดต่อ
“นิยามของคำว่า “รัก” สำหรับฮัน คือคำว่า “เสียสละ” จริงๆหรอ
ฮันกยองจะยอมเป็น “คนโง่” คนนั้นจริงๆหรอครับ”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มหากแฝงแววคุกคามไว้อย่างชัดเจน
ซีวอนก้าวเข้าไปใกล้
ก่อนจะใช้ทั้งสองแขนท้าวคร่อมพนักเก้าอี้เป็นการกักร่างโปร่งบางไว้
ใบหน้าคมโน้มเข้าไปใกล้จนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนี
“ก็ดี งั้นผมมีข้อเสนอจะให้ แลกกับการที่ผมจะคบกับฮีชอล
ดูแลฮีชอลอย่างดี ทำให้ฮีชอลมีความสุขที่สุด ถึงแม้ว่าใจจริงจะไม่อยากทำก็ตาม”
ประชดประชันออกไป ทั้งๆที่ลึกๆในใจก็ยังอดหวังไม่ได้
หวังว่าจะได้ยินคำปฏิเสธจากกลีบปากอิ่มสวยตรงหน้า
หวัง...ว่าคนตรงหน้าจะไม่ใจร้ายเกินไปนัก
หวัง...ว่าความรักของเขาจะยังพอมีค่าหลงเหลืออยู่บ้าง
“แลกเปลี่ยนกับอะไรซีวอน นายต้องการอะไร”
มือเรียวที่เอื้อมมารั้งแขนเขาไว้ พร้อมกับสายตาที่จ้องมองเขาอย่างมีความหวังนั้น
แทบจะทำให้ซีวอนทรุดลงไปตรงนั้นให้ได้
ขาทั้งสองข้างแทบจะหมดเรี่ยวแรง
เมื่อความหวังเล็กๆภายในใจถูกทำลายจนแหลกยับไม่มีเหลือ
รักมากนักใช่ไหม...ยอมทำทุกอย่างเพื่อเจ้าหญิงของนายคนเดียวเลยใช่หรือเปล่า
ไม่สนใจเลยสินะ ว่าจะต้องเหยียบย่ำหัวใจคนอื่นจนแหลกลาญยับเยินสักแค่ไหน
ขอแค่คนที่นายรักมีความสุข ต่อให้ต้องทำลายใครลง นายก็ทำได้ใช่ไหมฮันกยอง
ดี...
เมื่อนายเลือกที่จะทำลายหัวใจฉัน เพื่อคนที่นายรัก
ฉันก็จะทำลายหัวใจของนาย เพื่อตัวฉันเองเช่นกัน
ดวงตาเรียวสวยเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ
เมื่ออยู่ๆวงแขนแข็งแรงก็ตวัดโอบรัดเอวบางของตัวเองไว้แน่น
ซีวอนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากหยักแทบจะแนบไปกับใบหูขาว
ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าร่างโปร่งในอ้อมแขนจะดิ้นรนขัดขืน
เพื่อช่วยเหลือตัวเองจากการคุกคามครั้งนี้แค่ไหน
“ผมต้องการฮันกยอง” กระซิบบอกข้างหู
แล้วริมฝีปากอุ่นร้อนก็วกกลับไปประทับจูบบนกลีบปากอิ่มสวยอย่างรวดเร็ว
โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้โต้แย้งอะไรทั้งนั้น มือหนาบีบล็อคปลายคางมนไว้แน่น
ฮันกยองเบิกตากว้างอย่างตกใจ
พยายามสะบัดตัวเต็มแรงเพื่อหนีให้พ้นอ้อมกอดที่รัดรึงนี้ให้ได้
หากยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าอ้อมแขนนั้นจะยิ่งกระชับแน่นเข้าทุกที
“ฮันเลือกเองก็แล้วกัน ถ้าฮันอยู่กับผม ผมก็จะยอมอยู่กับฮีชอล
ถ้าฮันดีกับผม ผมก็จะยอมดีกับฮีชอล แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ฮันไปจากผม
ผมก็จะไปจากเจ้าหญิงของฮันเช่นกัน”
ซีวอนบอกทั้งๆที่ยังบดเบียดคลอเคล้าอยู่กับริมฝีปากอิ่มบางไม่ไปไหน
หากแต่ชายหนุ่มก็ยอมคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อย
เพราะเขาต้องการจะให้ฮันกยองเลือก
ว่าจะอยู่...หรือจะถอย
ทางเลือกสุดท้ายที่เขามีให้ เขาจะคอยดู
ว่าฮันจะยังเลือกที่จะทำเพื่อฮีชอลหรือเปล่า
เอาสิ...ฮันกยอง
มีดที่นายกล้าปักเข้าที่หัวใจของฉันจนมิดด้าม
นายกล้าที่จะดึงกลับมาแทงเข้าที่หัวใจของนายด้วยหรือเปล่า
กล้า...ที่จะตายไปพร้อมกันกับฉันไหม
หากแต่นัยน์ตาเรียวกลับหลับลงอย่างตัดใจ
ร่างโปร่งบางยืนนิ่งยินยอมให้เขารุกล้ำล่วงเกินอย่างยอมจำนน
“โง่ ฮันกยองนายมันโง่ที่สุด” ซีวอนสถบออกมาอย่างโมโห
หากที่โมโหมากกว่าคือจิตใจของตัวเองที่อ่อนไหว
รู้ว่าเขาไม่รัก ก็ยังทั้งรักทั้งหลงเขาขนาดนี้
รู้ว่าเขาหลอกใช้ ก็ยังไม่อาจจะตัดใจออกห่างได้
คนที่เป็น “คนโง่” ที่สุดคือเขาเองต่างหาก
ซีวอน...นายมันโง่ที่สุด
+++++++++++++++++++++++
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถสปอร์ตคันหรูริมถนนยามเช้านั้น
เรียกสายตาของคนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นได้เป็นอย่างดี
เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของรถที่บ่งบอกถึงฐานะคนขับแล้ว
คนตัวสูงที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บนรถ ก็ยังดูดีจัดจนอดมองซ้ำอีกทีไม่ได้
ถึงจะมีแว่นกันแดดสีดำใหญ่บดบังใบหน้าหล่อคมนั้นไว้
แต่ก็ยังมองออกอยู่ดีว่าคนบนรถนั้นหน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน
ทำไมมาช้านักนะ...
ซีวอนคิดพลางยกนาฬิกาแบรนด์ดังขึ้นมาดูเป็นรอบที่15
ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็พึ่งจะเกินเวลานัดไปแค่ 10 นาทีเท่านั้น
ความจริงแล้วเขาก็ไม่ใช่คนใจร้อนอะไรนัก บางครั้งติดจะใจเย็นด้วยซ้ำ
แต่เพราะเขาไม่ได้เจอหน้าคนที่พยายามหลบหน้าเขามาเกือบจะเดือนนึงแล้วต่างหาก
ถึงทำให้เขาหงุดหงิดกับเวลาที่เกินมาเพียงแค่ไม่กี่นาทีแบบนี้
และทันทีที่ร่างโปร่งบางก้าวเข้ามานั่งบนรถ ซีวอนก็ตวัดเสียงห้วนใส่ทันที
“นายมาช้าไป 10 นาทีนะ”
หากปฏิกิริยาการตอบรับกลับเป็นน้ำเสียงที่บ่งบอกความไม่พอใจเต็มที่
“ทำไมนายไม่ไปหาฮีชอลบ้าง นายรู้หรือเปล่าว่าฮีชอลเสียใจแค่ไหน
ที่นายบอกเลิกนัดเขาเป็นว่าเล่นแบบนี้
นี่มันจะเดือนนึงแล้วนะที่นายไม่ไปหาเขาเลย นายทำแบบนี้ได้ยังไงซี...โอ๊ย!!”
อีกฝ่ายยังไม่ทันพูดจนจบประโยค ซีวอนก็กระชากร่างโปร่งบางเข้ามาใกล้
ใบหน้าหล่อคมขึ้งเครียดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เมื่อรู้ว่าคนตัวเล็กกว่ากำลังจะพูดเรื่องอะไร
“แล้วนายล่ะ จำ “ข้อตกลง” ของเราไม่ได้แล้วหรือไงฮันกยอง
ในเมื่อนายยังทำมันไม่ได้ แล้วจะให้ฉันรักษา “สัญญา” นั่นเพื่ออะไร
มันก็เกือบเดือนเหมือนกันไม่ใช่หรือไง ที่นายพยายามหลบหน้าฉันน่ะ
แล้วนายจะยังมาเรียกร้อง “สัญญา” จากฉันให้มันได้อะไรขึ้นมา”
แม้จะไม่อยากเอ่ยถึงสิ่งที่เป็น “ปม” ภายในใจออกมาสักนิด
เพราะมันเหมือนกับการตอกย้ำซ้ำๆว่า ที่คนตรงหน้ายังอยู่กับเขานั้น...เพราะอะไร
แต่ก็ต้องพูดออกไปทั้งๆเจ็บที่สุด ก็ไม่พ้นใจตัวเอง
พูด...เพราะคนตรงหน้าทวงถาม “สัญญา” ที่ตกลงกันไว้ก่อน
ใช่...ฮันกยองพยายามหลบหน้าเขา
และก็คงพยายามจะทำไปเรื่อยๆ หากเขาไม่โต้กลับโดยการหายไปจากฮีชอลบ้าง
นี่คงจะทนเห็นน้ำตาของเจ้าหญิงตัวน้อยไม่ไหวล่ะมั๊ง ถึงได้โทรมานัดเขาเองแบบนี้
ใจคอจะไม่คิดถึงจิตใจคนอื่น นอกจากคนที่นายรักบ้างเลยหรือไง
“ถ้านายต้องการให้ฉันทำตาม “ข้อตกลง” ของเรา
นายก็อย่าทำแบบนี้กับฉันอีก เข้าใจไหม!!”
บอกก่อนจะผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างแล้วหันไปสตาร์ทรถ
โดยไม่ปรายตามองด้วยซ้ำว่าคนที่ถูกเขากระทำรุนแรงนั้นจะเจ็บปวดแค่ไหน
เพราะเขามั่นใจ...จิตใจของเขาเจ็บปวดมากกว่าหลายเท่า
“ซีวอน ขอใช้โทรศัพท์หน่อยนะ”
เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆก่อนที่มือเรียวสวยจะเอื้อมมาหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาไปใช้
ใบหน้าสวยหากดวงตาแสนเศร้ากำลังตั้งใจพิมพ์ข้อความเพื่อส่งหาใครคนหนึ่ง
ไม่ต้องอ่านก็รู้ว่าข้อความที่ส่งออกไปนั้นจะเป็นข้อความแบบไหน
รักเขามากนักใช่ไหม..
ขนาดเป็นตัวแทนใครก็ได้ใช่หรือเปล่า
โง่...นายมันโง่ที่สุด ฮันกยอง
แต่หากคนที่โง่ยิ่งกว่านาย...ก็คือฉันเอง
“งี่เง่า นายจะทำเพื่อให้มันได้อะไรขึ้นมา”
เสียงทุ้มแฝงแววดูแคลนเด่นชัด
ดวงตาดำคมตวัดมองใบหน้าเรียวขาวอย่างรำคาญเต็มที่
“อย่าทำเรื่องไร้สาระนักเลย ลงมานี่”
บอกพลางกระชากร่างเพรียวให้ลงจากรถเมื่อถึงคอนโดของตนเองแล้ว
มือหนาคว้าข้อมือของคนตัวเล็กกว่าลากให้ก้าวเร็วตามเข้าไปข้างใน
“ซี...ซีวอน” ฮันกยองเรียกเขาเสียงสั่นเมื่อประตูห้องชุดของเขาถูกปิดลง
น้ำเสียงหวาดหวั่นกับดวงตาเรียวฉายแววตระหนกนั้น
ไม่ได้ทำให้ซีวอนใจอ่อนแต่อย่างไร
ร่างสูงยังคงก้าวเข้าหาร่างโปร่งที่ถอยออกห่างจากเขาไปเรื่อยๆ
มือแกร่งเอื้อมไปกระชากร่างบางกว่าเข้ามาหาตัวเต็มแรง
ก่อนจะล็อคไว้กับตัวแน่น จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆจากร่างที่กอดอยู่
กลิ่นหอมอ่อนๆของ “Bermuda Tonic” จาก “Aramis”
เป็นน้ำหอมขวดเดียวที่ทำให้คนไม่ใช้น้ำหอมอย่างฮันกยองยอมใช้ได้
เพราะคิดว่าเขาคนนั้นเลือกซื้อให้สินะ นายถึงได้ยอมใช้มัน
ถ้านายรู้ความจริงว่าคนที่เลือกซื้อมาคือฉัน นายจะทำยังไงนะ
ใช่...น้ำหอมขวดนี้เขาเป็นคนเลือกมาเองกับมือ
เพราะทันทีที่ได้กลิ่นหอมสะอาดของน้ำหอมกลิ่นนี้
จิตใจเขาก็หวนคิดไปถึงใบหน้าเรียวขาวของคนที่ตัวเองหลงใหลทันที
แต่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าหากเขาซื้อให้เอง ยังไงฮันกยองก็ไม่มีทางยอมใช้
เขาก็เลยชวนฮีชอลไปซื้อ เพื่อให้เป็นของขวัญวันเกิดฮันกยองด้วยกัน
“อย่า ไม่เอานะ”
ฮันกยองร้องห้ามเสียงสั่นเมื่อถูกทั้งปากทั้งจมูกของคนตัวสูงกว่าซุกไซ้เข้าที่ซอกคอขาว
พยายามเต็มที่เพื่อจะผลักไสวงแขนที่กอดรัดจนแทบหายใจไม่ออกให้ออกห่าง
แต่ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ อ้อมแขนแกร่งที่ล้อมกรอบตัวเขาไว้ก็ยิ่งบีบรัดแน่นเข้าเท่านั้น
“ถ้านายยังขัดขืนฉันแบบนี้ล่ะก็ ฉันจะยกเลิก “ข้อตกลง” ทั้งหมดระหว่างเรา
แล้วนายก็ไปให้เหตุผลเจ้าหญิงของนายเองแล้วกัน ว่าทำไมฉันถึงตัดสินใจเลิกกับเขา”
น้ำเสียงเย็นเยียบที่ดังขึ้นข้างใบหู ทำให้ร่างทั้งร่างของฮันกยองแน่นิ่งไปราวกับถูกสาป
ซีวอนยิ้มขื่นให้กับตัวเอง
อยากจะหัวเราะให้กับความโง่ของคนที่อยู่ตรงหน้า
หากที่อยากจะหัวเราะเยาะมากกว่า คือตัวเอง
เห็นไหม แค่ยกใครคนนั้นขึ้นมาขู่ ฮันกยองก็ยอมเขาทุกอย่างแล้ว
เจ็บไหม...ซีวอน
เท่านี้...นายเจ็บมากพอแล้วหรือยัง
ร่างสูงเหวี่ยงคนตัวเล็กกว่าลงบนเตียงนอนขนนกหนานุ่ม
ก่อนจะตามขึ้นไปคร่อมทับร่างโปร่งเอาไว้
ริมฝีปากหยักได้รูปบดเม้มริมฝีปากอิ่มบางรุนแรงจนได้เลือด
ในขณะที่มือหนากระชากดึงเสื้อยืดสีอ่อนออกจนเห็นแผ่นอกเนียนขาวกระจ่างตา
“อย่าทำหน้าเหมือนจะตายแบบนั้นได้ไหม ฉันไม่ได้กำลังจะฆ่านายสักหน่อย
ทำหน้ายังกับพึ่งเคยมีอะไรกันครั้งแรกไปได้”
บอกทั้งๆที่จมูกโด่งยังซุกไซ้อยู่กับซอกคอขาวไม่ห่างไปไหน
ไม่ใส่ใจกับเสียงสะอื้นเบาๆอย่างน่าสงสารที่ดังอยู่ข้างๆใบหูสักนิด
เพราะเขามั่นใจ สิ่งที่ฮันกยองสูญเสียก็เป็นเพียงร่างกายที่ถูกเขาย่ำยีเท่านั้น
แล้วหัวใจของเขาที่ถูกคนที่อยู่ใต้ร่างเหยียบย่ำครั้งแล้วครั้งเล่านี่ล่ะ
มันเทียบกันได้ด้วยหรือ
เจ็บปวดทางกาย ยิ่งนานไปก็ยิ่งทุเลาขึ้น
หากความเจ็บปวดทางใจ ยิ่งนานไปก็ยิ่งบอบช้ำลงทุกที
หากความเจ็บปวดที่รวดร้าวทรมาน และหนักหนาสาหัสอย่างที่สุด
...เปรียบได้กับการตกนรกแล้วล่ะก็...
เราไปลงนรกด้วยกันเถอะ...ฮันกยอง
+++++++++++++++++++++++
TBC.