“เฮ้ย! วันนี้ก็เหม่ออีกแล้ว เป็นอะไรนักหนาวะไอ้ไก่” เยซองทักอย่างเดียวไม่พอยังฟาดขาหน้าเข้ากับแผ่นหลังบางของเพื่อนสนิทเต็มแรงจนฮยอกแจหน้าทิ่ม
“โอ๊ย!! มันเจ็บนะ” หันขวับมาเตรียมจะซัดเพื่อนกลับแรงๆสักทีให้สมกับความเจ็บที่เยซองฝากไว้ที่หลัง แต่แค่ยกมือขึ้นนิดเดียวก็ต้องร้องออกมา
“โอ๊ย!!”
“เฮ้ย...เป็นอะไรไปวะ” เห็นเจ้าของร่างผอมเพรียวนิ่วหน้าเจ็บปวด เยซองก็กวาดสายตาสำรวจความผิดปกติในร่างกายเพื่อนทันที จับซ้ายหันขวาไปมา จนมาสะดุดอยู่ที่ผ้าก็อดที่พันอยู่รอบต้นแขนซ้ายของฮยอกแจ
“นี่นายไปโดนอะไรมา” ถามพลางจับพลิกแขนดูด้วยว่าอาการหนักหนาสาหัสแค่ไหน
“เอ่อ...ก็...พอดีซุ่มซ่ามไปหน่อย เลย...ชนตู้เข้า”
ดวงตาเรียวหรุบลงต่ำไม่อยากให้เพื่อนจับพิรุธได้ เพราะปกติแล้วฮยอกแจไม่ใช่คนที่จะโกหกคนอื่นได้หน้าตาย โกหกทีไรมักจะถูกจับได้ทุกที แต่จะให้บอกความจริงไปว่าเพราะ “คนในฝัน” บีบแขนเขาจนเขียวช้ำเป็นปื้นอย่างงั้นหรอ เหอะ...เขาได้โดนเจ้าซาลาเปาลากไปโรงพยาบาลบ้าแน่ๆ
“เออ...ทีหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน ซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนเลยจริงๆนายนี่” เยซองถอนใจกับความซื่อบื้อของเจ้าไก่เพื่อนยาก แล้วก็นึกได้ว่าตัวเองเดินออกมาตามหาฮยอกแจทำไม
“เออไอ้ไก่...มานี่เร็วเลย...นักโบราณคดีเขาพึ่งขุดค้นเจอแผ่นป้ายศิลาจารึกอันใหม่ ฉันก็เลยมาตามนายให้เข้าไปดูด้วยกัน”
ไม่รอฟังคำตอบรับ พูดแล้วเยซองก็ออกแรงลากฮยอกแจที่ยังทำหน้างงๆเข้าไปในโบราณสถานที่พวกเขามาทำงานวิจัยล่วงเข้าวันที่ 3 ไปแล้วอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวเยซอง...แล้วรยออุคล่ะ?” ฮยอกแจหันรีหันขวางหาเพื่อนอีกคนที่ไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็น
“รายนั้นน่ะ อยู่หน้าแผ่นป้ายเรียบร้อยแล้ว ไม่ชักช้าอืดอาดอย่างนายหรอกน่า ไปเร็ว” ว่าแล้วก็กึ่งดึงกึ่งลากอีกฝ่ายเข้าไปข้างในโดยไม่ให้สิทธิ์คนที่ถูกลากได้ประท้วงอะไรอีก จนฮยอกแจอดแอบนินทาในใจไม่ได้
เผด็จการชะมัด...เพื่อนใครวะเนี่ย!!
“ช้าจังพวกนายเนี่ย มาดูนี่เร็วๆเข้า”
เข้ามาในส่วนลึกสุดของวิหารก็เห็นรยออุคยืนกวักมือเรียกหยอยๆให้เข้าไปหา รอบข้างมีนักโบราณคดีอยู่หลายคน ต่างก็พยายามช่วยกันพินิจพิเคราะห์หลักศิลาที่คณะสำรวจพึ่งขุดได้เมื่อเช้านี้อย่างตั้งใจ แผ่นป้ายศิลาโบราณทำมาจากเนื้อหินสีแดง ความกว้างความยาวประมาณโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ วางเด่นบนแท่นหินที่จัดเตรียมไว้ ลักษณะตัวอักษรและสัญลักษณ์ต่างๆถูกตอกสลักลงในเนื้อหินลึกชัดเจน เป็นภาษาที่ฮยอกแจเคยเห็นผ่านตาจากหน้าหนังสือและศึกษามาพอสมควร ตาเรียวกราดมองผ่านๆ ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นบทสวดสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
“นี่เขาแปลกันแล้วหรือยัง” เยซองหันไปถามรยออุคที่ยืนทำตาระยิบระยับมองแผ่นหินไม่วางตา
“ยังเลย...รออยู่เหมือนกัน อยากจะรู้จังว่าบทความในนี้จะพูดถึงอะไรบ้าง” คนตัวน้อยยังทำท่าตื่นเต้นไม่หาย สำหรับเด็กเอกประวัติศาสตร์โทโบราณคดีอย่างพวกเขา ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นยินดีไปมากกว่าการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆอีกแล้ว
“อาจจะพูดถึงเรื่องราวความรักสมัยก่อนก็ได้นะ ว่าไหม๊...” ว่าแล้วเยซองก็แอบเนียนโอบเอวค่อดของคนน่ารักเข้ามาใกล้ จนรยออุคต้องถลึงใส่ให้หยุดแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก
“บ้า...นี่มันในวิหารนะ จะมาสลักหินถึงเรื่องความรักทำไม ต้องเป็นบทสวดมนต์สิ” คนตัวเล็กที่ตอนนี้ถูกเนียนกอดเอวไว้เถียงเสียงแข็งอย่างไม่เห็นด้วยเต็มที่
“ก็ไม่แน่น๊า อาจจะเป็นคู่รักมาพลอดรักกันแล้วเขียนจดหมายรักฝังดินไว้ก็ได้” เยซองยังออกความคิดเห็นใหม่ๆไม่เลิก แถมยังไม่ยอมสนใจอาการผลักไสของคนที่ตัวเองกอดไว้ด้วย รยออุคจึงตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนคนที่แปลงร่างเป็นปลาหมึกในวิหารโบราณแรงๆทีหนึ่ง
“โอ๊ย!! เจ็บน๊ารยออุค~~”
“คนบ้า...พูดไร้สาระอยู่ได้ ฉันจริงจังนะเนี่ย”
“ใครว่าไร้สาระ...ฉันจริงจังนะ...กับรยออุคน่ะ ฉันจริงจังเสมอเลยแหละ” น้ำเสียงอ้อนๆหวานๆดังเคลียใบหูเล็กให้ใจสั่น เล่นเอาคนตัวเล็กถึงกับหน้าแดงซ่าน
“บ้า...คนละเรื่องแล้วนะเยซอง~~”
“ก็ฉันพูดเรื่องจริงนี่นา...ฉันจริงจังและจริงใจกับรยออุคคนเดียวเลยน้า~~”
“เยซองอ่า~~~”
เอ้า...เอากันเข้าไป และก่อนที่คู่รักจะงอนง้อกันให้บุคคลอื่นระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นมากกว่านี้ ฮยอกแจที่ยืนเพ่งแผ่นศิลาจารึกอยู่นานเลยสรุปใจความที่มองดูคร่าวๆให้ฟัง
“เป็นบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า”
“จริงหรอ...นายอ่านออกหรอฮยอกแจ” รยออุคถึงกับตาโตทึ่งกับความสามารถของเพื่อนสนิท สมแล้วที่สมัยเรียนปริญญาตรีจะคว้าเกียร์ตินิยมเหรียญทองมาครองได้
“อื้อ...ก็ช่วงปี 4 ฉันเคยทำรายงานเกี่ยวกับอักษรโบราณพวกนี้ เลยพอจะอ่านออกน่ะ” ฮยอกแจระบายยิ้มอ่อนๆให้กับเพื่อนทั้งสองคนที่ยังยืนอึ้งทึ่งไม่หาย ตาสีน้ำตาลโตสวยกวาดไล่ตัวหนังสือไปทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ
“ขออำนาจขององค์เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ปกป้องดินแดนแว่นแคว้นแห่งนี้...”
เสียงนุ่มหวานค่อยๆสะกดไปทีละตัวๆโดยมีรยออุคและเยซองยืนคอยลุ้นอยู่ใกล้ๆ บทความที่จารึกบนแผ่นหินเป็นบทสวดภาวนาให้เทพเจ้าทั้งหลายปกป้องคุ้มภัย อำนวยอวยชัย และสักการบูชาต่อเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นบทสวดสมัยโบราณ มีคำหลายคำที่ฮยอกแจไม่รู้และเดาไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็พอจะสรุปคร่าวๆได้ครบถ้วนพอสมควร
ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้กวาดไล่ไปจนถึงส่วนล่างสุดที่เหลือเพียง 8 วรรคสุดท้าย ที่แบ่งแยกจากบทสวดด้านบนชัดเจน ภาษาที่สลักลงตอกลึกชัดเจนยิ่งกว่าส่วนใดๆในแผ่นศิลานี้ ที่มากกว่านั้นคือถูกทาบทาไว้ด้วยทองคำแท้ๆตามลวดลายอักษร ราวกับจะตอกจำหลักลึกไว้ไม่ให้จางหาย...ให้เป็นนิรันดร์
“กราบสักการะแด่องค์เทพเทวา แม้นกาลเวลาจะ...เอ...อะไรต่อนะ”
ริมฝีปากอิ่มบางเม้มแน่น ครุ่นคิดถึงตัวอักษรตรงหน้ากลับไปกลับมา มือก็จดอักษรสลัก 8 วรรคสุดท้ายลงในสมุดบันทึกที่ถือติดมืออยู่ไว้ด้วย เผื่อจะได้เอาไปศึกษาตัวอักษรบางตัวที่ยังไม่แน่ใจนักที่ห้องสมุดต่อ พอจดเสร็จตั้งท่าจะนั่งแปล แต่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“หือ...มาถึงแล้วหรอ รอพี่ก่อนนะเดี๋ยวออกไปรับ”
“ยอนแจมาหรอ?” รยออุคถามขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายกดวางสาย ฮยอกแจพยักหน้ารับ
“เฮ้อออ...เด็กปี 4 นี่ว่างจริงๆเลย น่าอิจฉาชะมัด” เยซองบ่นอิจฉาไม่จริงจังนัก เพราะรู้ดีว่านักศึกษาปีสุดท้ายมักจะเรียนเพื่อเก็บวิชาที่ลงไม่ครบให้หมดแล้วรอจบเท่านั้น
“เดี๋ยวฉันไปรับยอนแจก่อนนะ”
“เออ...แล้วอย่าซุ่มซ่ามให้ตัวเองเจ็บตัวอีกล่ะ” เยซองไม่วายสำทับตามหลังมา
แล้วร่างเพรียวก็เดินตรงออกไปผ่านห้องโถงกว้างของวิหาร รองเท้าผ้าใบย่ำกระทบพื้นอิฐสีแดงเป็นจังหวะเบาๆ เรียวตาสวยมองไปยังทางออกที่น้องสาวบอกว่าจะรออยู่ตรงนั้น
//กลับมาาาาาา//
น้ำเสียงเยียบเย็นที่แว่วผ่านมาให้ได้ยินทำให้ฮยอกแจหันกลับหลังไปมองทันที หากหันไปก็พบเพียงความว่างเปล่า สายลมที่พัดโชยแว่วเสียงคำรามต่ำให้หัวใจเต้นสั่นด้วยความกลัวโดยไม่มีสาเหตุ ฮยอกแจกวาดมองไปจนทั่วก่อนจะรีบสาวเท้าให้ผ่านห้องๆนี้ไปโดยไว
//กลับมาาาาา//
มือบางยกขึ้นอุดหูตัวเองแน่น ก่อนจะรีบวิ่งออกไปให้ถึงด้านหน้าให้เร็วที่สุด แต่ขาเจ้ากรรมก็ดันสะดุดจนล้มลงกระแทกเข้ากับพื้นอิฐสีแดงจนได้
“โอ๊ย!!!” เจ็บ...แต่ที่มากกว่านั้นคือคุ้นเคย เหมือนเขาเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ที่ไหนมาก่อน ในฝัน...ใช่ เขาเจอเหตุการณ์แบบนี้ในฝันเมื่อคืนนี้เอง
หัวใจดวงน้อยยิ่งเต้นถี่กระชั้นด้วยความระทึก มือบางตะเกียกตะกายผลักร่างตัวเองขึ้นมา ความรู้สึกที่มียิ่งกว่าความเจ็บปวดคือความหวาดกลัว นี่เขากำลังเจอกับอะไรอยู่กันแน่นะ
“พี่ฮยอกแจ!!” เสียงยอนแจดังขึ้นพร้อมกับร่างบางวิ่งตรงเข้ามาหาเขา
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า ฉันได้ยินเสียงพี่ร้อง พี่เป็นอะไรพี่ฮยอกแจ?” ยอนแจมองมาด้วยความเป็นห่วง มือก็จับแตะไปทั่วตัวคนเป็นพี่หาร่องรอยบาดเจ็บ หญิงสาวตกใจกับเสียงร้องของพี่ชายฝาแฝดตัวเองจนวิ่งพรวดพราดเข้ามาทางด้านใน ทันได้เห็นพี่ชายยืนตัวสั่นเหมือนกับกำลังหวาดกลัวกับอะไรสักอย่าง
“ปละ...เปล่า พี่...ไม่เป็นไร” อ้อมแอ้มตอบออกไปด้วยไม่อยากให้น้องเป็นห่วง ไม่ว่าจะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้หรือเมื่อคืนนี้ เขาจะให้ยอนแจรู้ไม่ได้เด็ดขาด เขาไม่อยากให้น้องสาวของเขาคิดมากจนเครียดเหมือนกับคืนก่อนๆหน้านี้
แต่แปลกไหม...เมื่อฮยอกแจฝัน ยอนแจกลับไม่ฝันถึงเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวนั้นอีกเลย...
“พี่ซุ่มซ่ามหกล้มน่ะ”
แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ยอนแจเอียงคอมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เป็นธรรมดาที่พี่ฮยอกแจจะซุ่มซ่ามอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวเดินชนนู่นชนนี่ เดี๋ยวทำนู่นนี่แตก เดือดร้อนให้คนเป็นน้องอย่างเธอต้องคอยดูแลทายาแก้ฟกช้ำให้บ่อยๆ ขนาดเมื่อเช้ายังเดินชนตู้จนต้นแขนซ้ายจ้ำเป็นรอยใหญ่เลย
“ได้ข่าวว่ามีการค้นพบศิลาโบราณหรอ ฉันอยากเห็นจัง...ไปดูได้ไหม” นึกถึงเรื่องที่ตั้งใจมาดูก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ยอนแจติดนิสัยสนใจโบราณสถานโบราณวัตถุมาจากพี่ชาย เพียงแต่ไม่ได้ศึกษาจริงจังเพราะมันยากจนเธอรู้ตัวว่าเรียนไปก็คงจะไปไม่รอด เลยเลือกเรียนคณะบริหารที่ตัวเองชอบรองลงมาแทน
“ได้สิ เดี๋ยวพี่พาไป” ฮยอกแจยิ้มบางพลางจับจูงมือน้อยให้ตามเข้าไปด้านในด้วยกัน สวนกับคณะนักโบราณคดีและคณะสำรวจที่กำลังเดินออกมา
“อ้าวยอนแจ มาแล้วหรอ” รยออุคกับเยซองที่เดินตามออกมาหลังสุดทักขึ้น ยอนแจยิ้มรับหน้าบาน
“สวัสดีค่ะพี่เยซองพี่รยออุค จะไปไหนกันหรอคะ”
“ไปกินข้าวน่ะสิ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย เนี่ยหิวจะตายอยู่แล้ว” เยซองว่าพลางทำท่าลูบท้องประกอบให้รู้ว่าหิวจริง
“ไปด้วยกันไหมล่ะไอ้ไก่” ไม่ลืมหันไปถามเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆสาวน้อยร่างบาง ฮยอกแจส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ...ยังไม่หิวเลย พวกนายไปก่อนเถอะ ฉันจะพายอนแจไปดูจารึกก่อน”
“ไปด้วยกันเถอะฮยอกแจ นายก็ยังไม่ได้กินอะไรแต่เช้านี่นา” รยออุคพยายามชักชวน
“ฉันยังไม่หิวจริงๆ อยากไปอ่านจารึกให้จบก่อนน่ะ”
“เออ...ตามใจ เดี๋ยวจะซื้อของกินมากฝากละกัน” เห็นว่ายังไงก็คงจะลากให้เขาไปกินด้วยไม่ได้แน่ๆ เยซองเลยโบกมือบ๊ายบายแล้วลากรยออุคให้เดินตามคณะที่นำออกไปก่อน แต่ก็ไม่วายหันมากำชับเสียงเข้ม
“อย่าหักโหมจนเป็นลมเป็นแล้งไปล่ะไอ้ไก่ คราวนี้ไม่มีใครอยู่ดูนะเว้ย”
“เดี๋ยวยอนแจดูแลเองค่ะ” เสียงใสเอ่ยสวนทันควัน เรียกเสียงหัวเราะแว่วๆจากคนที่เดินออกไปแล้วให้ได้ยิน ฮยอกแจลูบกลุ่มผมดำยาวนุ่มนิ่มอย่างเอ็นดู
“เก่งนักนะเรา”
“ฉันดูแลพี่ได้จริงๆนี่นา” ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างมั่นใจก่อนจะลากพี่ชายเข้าไปด้านในต่อ
“นี่ใช่ไหมพี่ฮยอกแจ ว๊าวววว” ร่างบางวิ่งลิ่วไปยังแผ่นศิลาหนาหนักอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มๆเงยๆดูอย่างสนใจ ไม่พอ...ยังกวักมือเรียกให้เขาไปหาอีกต่างหาก
“พี่ฮยอกแจ เขาเขียนว่ายังไงหรอ”
“เป็นบทสวดสรรเสริญและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่ะ” ฮยอกแจอธิบาย ลูกตาสีดำของหญิงสาวยิ่งวาวขึ้นอย่างอยากรู้
“ หรอคะ แล้วบรรทัดนี้ล่ะ” นิ้วเรียวเล็กชี้ไปยังส่วนสุดท้ายที่ฮยอกแจยังแปลค้างไว้อย่างสนใจ
“พี่ยังแปลไม่เสร็จเลย ตัวอักษรนี้ดูยากต้องค่อยๆอ่านทีละตัว” เมื่อเห็นคนเป็นน้องสาวมองมาด้วยสายตาวิ๊งๆอย่างมีความหวัง ฮยอกแจก็เลยต้องแปลต่อทั้งๆที่ไม่แน่ใจในตัวอักษรอยู่หลายตัว เสียงแหบหวานเป็นเอกลักษณ์อ่านไล่ทีละตัวๆอย่างตั้งใจ
“กราบสักการะแด่องค์เทพเทวา
แม้นกาลเวลาจักผันผ่านไปนานเพียงไหน”
สายลมอ่อนๆพัดโชยเข้ามาในวิหาร จนฝุ่นทรายรอบด้านเริ่มกระจายตัวแผ่ออกเป็นวงกว้าง ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ โดยที่สองพี่น้องที่จิตใจจดจ่ออยู่กับแท่นศิลาไม่ทันได้สังเกต
“แม้นดวงวิญญาและดวงจิตแห่งข้าจักสูญสลายไป
ไม่ว่าอยู่ ณ แห่งใด โปรดเมตตาให้ข้าย้อนกลับคืนมา”
แผ่นดินรอบด้านเริ่มสะเทือนไหวน้อยๆ สายลมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับจะโอบล้อมบุคคลสองคนที่ยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางเอาไว้
“สู่นคราอันศักดิ์สิทธิ์
ที่สถิตไปด้วยเหล่าทวยเทพทั่วทั้งหล้า”
เกิดแสงเรืองรองจากยอดสูงสุดของวิหารทอดตัวผ่านลงมาที่แผ่นศิลาจนตาพร่า ฮยอกแจกับยอนแจถึงกับตก
ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือเรียวเล็กคว้าแขนพี่ชายไว้แน่นด้วยความตกใจ หันมองรอบด้านก็ยิ่งตระหนก เมื่อถูกโอบล้อมด้วยพายุหมุนวนที่เต็มไปด้วยกรวดทรายจนมองไม่เห็นหนทางเข้าออก
“พี่...พี่ฮยอกแจ เกิด...เกิดอะไรขึ้น!!” ยอนแจถามเสียงสั่นสะท้านเต็มที่ มือที่เกาะแขนพี่ชายไว้เย็นเฉียบด้วยความกลัว ฮยอกแจเองก็ตกใจไม่แพ้กัน อ้าปากจะปลอบน้อง แต่แสงสว่างเรืองรองจากตัวหนังสือสองบรรทัดสุดท้ายกลับเรียกให้ฮยอกแจหันไปหา...อีกครั้ง
//อ่านมันซะ//
เหมือนมีอำนาจบางอย่างบีบบังคับให้เขาต้องอ่านประโยคสุดท้ายให้จบ ทั้งๆที่จิตใจไม่ยินยอมแต่ฮยอกแจกลับต้องอ่านทั้งๆที่น้ำเสียงพร่าสั่น ความหวาดกลัวผุดขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ
“จงพาข้าย้อนกลับคืนสู่แผ่นดินที่จากมา
กลับคืนสู่นครา เพื่อรับใช้จอมราชา...ยอดดวงใจ”
ทันทีที่เสียงหวานเอ่ยจบ ลมพายุทรายก็กรูพัดกระหน่ำเข้าหาสองพี่น้องอย่างบ้าคลั่ง ฮยอกแจได้ยินเสียงกรีดร้องของน้องสาวฝาแฝดชัดเจน
“พี่ฮยอกแจ ช่วยฉันด้วย!!!” ทั้งๆที่ฝุ่นทรายปะทะเข้าหน้าจนลืมตาไม่ขึ้น แต่มือก็ยังกวาดควานหาร่างน้องน้อยไปทั่ว ตะโกนฝ่าพายุทรายที่พัดหวีดหวิวรุนแรงจนหูอื้อไปหมด
“ยอนแจ ยอนแจ!!!”
“พี่ฮยอกแจ ช่วยด้วยยยย!!!” เสียงกรีดร้องดังยาวทำให้ฮยอกแจแทบจะคลุ้มคลั่ง มือเรียวควานหาน้องสะเปะสะปะไปทั่ว ไม่ยอมแพ้...เขาต้องหายอนแจให้เจอ ยอนแจจะต้องปลอดภัย!!
“ยอนแจ...ยอนแจ!!!!”
ท่ามกลางพายุรุนแรงราวกับจะคร่าชีวิต ในที่สุดมือก็คว้าจับได้มือของคนที่เป็นน้องไว้ได้ ฮยอกแจพยายามฝืนลืมตาจนน้ำตาไหลพรากเพราะเศษฝุ่นทรายสาดเข้าตาจนแสบไปหมด หรี่ตามองภาพตรงหน้าแล้วก็ตกใจแทบช็อค เมื่อร่างของยอนแจกำลังจะถูกกลืนไปกับพายุหมุนลูกใหญ่ที่โอบล้อมตัวหญิงสาวเอาไว้ทั้งหมด หญิงสาวกรีดร้องเรียกเขาสุดเสียง ใบหน้าหวานเปรอะคราบน้ำตาเพราะความหวาดกลัว
“พี่ฮยอกแจ ฉันกลัว ช่วยด้วย!!!”
ร่างเล็กบางพยายามดิ้นรนหนีจากพายุที่กลืนกินตัวเองจนเกือบหมดทั้งตัว มือข้างเดียวที่จับยึดไว้ได้เกาะยึดมือของเขาไว้แน่น ฮยอกแจพยายามดึงร่างน้องให้ออกมาจากวงพายุหมุนนั้น แต่กลับไม่มีทีท่าว่ายอนแจจะหลุดออกมาได้เลย น้องสาวเขาเริ่มถูกกลืนหายไปช้าๆต่อหน้าต่อตาเขา
“ไม่!!! ยอนแจ อย่าไป!!!”
น้ำตาจากหน่วยตาสวยสีน้ำตาลอ่อนหลั่งรินด้วยความหวาดกลัวที่จะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก แม้เขาจะพยายามยื้อยุดแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังอันเหนือธรรมชาติได้ ฮยอกแจได้แต่อ้อนวอนขอร้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเมตตาอย่าพรากน้องไปจากตัวเอง
//สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เทพเทวดาที่ปกปักรักษาผืนแผ่นดินและสถานที่แห่งนี้ โปรดฟังคำขอของผมด้วย หากเคราะห์กรรมใดที่ยอนแจจะต้องรับ ทุกข์ใดที่ยอนแจจะต้องพบเจอ ความเจ็บปวดทรมานที่เป็นของยอนแจทั้งหมด ได้โปรด...ขอให้มาอยู่ที่ผมทั้งหมดด้วยเถอะ ผมจะขอรับผลเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียว//
เหมือนกับคำอธิษฐานนั้นจะสัมฤทธิ์ผล เมื่อพายุทรายที่พัดกลืนร่างของยอนแจไว้คลายตัวลง แล้วพุ่งโถมเข้าใส่ร่างของเขาแทน!!
สำนึกสุดท้ายที่ได้ยินก่อนสติสัมปชัญญะทั้งหมดจะถูกปิดลง คือเสียงร่ำไห้แทบขาดใจของคนที่เขารักที่สุด...
“ไม่นะ...พี่ฮยอกแจ!! อย่าไป!!!”
กราบสักการะแด่องค์เทพเทวา
แม้นกาลเวลาจักผันผ่านไปนานเพียงไหน
แม้นดวงวิญญาและดวงจิตแห่งข้าจักสูญสลายไป
ไม่ว่าอยู่ ณ แห่งใด โปรดเมตตาให้ข้าย้อนกลับคืนมา
สู่นคราอันศักดิ์สิทธิ์
ที่สถิตไปด้วยเหล่าทวยเทพทั่วทั้งหล้า
จงพาข้าย้อนกลับคืนสู่แผ่นดินที่จากมา
กลับคืนสู่นครา เพื่อรับใช้จอมราชา...ยอดดวงใจ
.
.
.
| สายลมพัดกรูแรงจนเม็ดทรายที่อยู่รายรอบมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งมหานครยิ่งใหญ่ฟุ้งตลบกระจัดกระจายจนกลายเป็นม่านหมอกสีขาวขุ่นคลุ้งไปโดยรอบ ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยประดับประดาไปด้วยดวงดาวนับพันบัดนี้ถูกเมฆหมอกสีดำทะมึนบดบังจนสิ้นแสง เหลือเพียงความปั่นป่วนของท้องฟ้าและพายุทรายที่ดูจะรุนแรงขึ้นทุกทีๆ กระแสลมพัดกรีดผิวเนื้อนักเดินทางที่ผ่านมาสร้างความหวาดกลัวให้ทุกชีวิต ต่างก็พากันอ้อนวอนขอพรเหล่าทวยเทพทั้งหลายให้ช่วยปกปักรักษาคุ้มครอง ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่ใช่น้ำมือแห่งเทพเจ้าที่พวกเขาเคารพ หรือเทพเจ้า...จะกำลังทรงกริ้วกับบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ นอกจากหัวหน้านักบวชที่นั่งคุกเข่าสวดมนต์อยู่หน้าแท่นศิลา เบื้องหน้าเป็นบรรดารูปปั้นทองคำขนาดมหึมาของเหล่าทวยเทพที่เรียงรายกันอยู่ และสูงสุดแห่งมหาวิหาร ตัวแทนเทพเจ้าทั้งหลาย เหนือสุดแห่งบรรดาเหล่าเทพทั้งปวง เทพผู้ทรงสัญลักษณ์รูปดวงตาสวรรค์ ประทับบนบัลลังก์สูงสุด ณ ที่แห่งนี้ รา...องค์สุริยะเทพ “ท่านอาจารย์ ทำไมบรรยากาศข้างนอกถึงแปรปรวนราวกับมีอาเพสเช่นนี้ล่ะท่าน ตามโองการแห่งมหาเทพที่ท่านรับมาเมื่อ 20 ราตรีก่อนแจ้งว่าวันนี้จะเป็นวันมหามงคลที่องค์สุริยเทพจะทรงประทานองค์ราชินีมาให้แก่มหานครของเราไม่ใช่หรือ” นักบวชหนุ่มซึ่งเป็นศิษย์เอกค้อมตัวถาม หากสายตายังไม่ละไปจากช่องศิลาที่เจาะสลักเป็นบานหน้าต่างงดงามวิจิตรนั้นแม้แต่น้อย เพราะบรรยากาศข้างนอกช่างผิดเพี้ยนจากที่เขาคิดไว้จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ดวงตาที่กร้านไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาค่อยๆเปิดขึ้น ในแววตามีริ้วรอยความกังวลแฝงอยู่ลึกๆ หากน้ำเสียงที่เอ่ยออกมายังคงเรียบนิ่ง “ความผิดพลาดครั้งนี้คงจะเป็นลิขิตสวรรค์...ใครก็ไม่อาจห้ามได้” “ท่านหมายความว่าอย่างไรอาจารย์ข้า” นักบวชหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจถ้อยคำกินนัยของอาจารย์ตนเองเลยแม้แต่นิดเดียว “ผู้ที่ควรมา...กลับไม่มา ผู้ที่ไม่ควรจะมา...กลับมา แล้วจะทดแทนกันได้อย่างไร” ผู้เป็นอาจารย์เงยหน้าขึ้นมองดวงตาแห่งสุริยะเทพ ใยท่านจึงไม่พานางผู้คู่ควรมาให้แก่องค์ราชาราชบุตรของท่าน หากกลับพาผู้ที่ไม่ได้มีชะตาผูกพันกับที่นี่แม้แต่น้อยมาแทน เมื่อท่านลิขิตมาดังนี้แล้ว จะกริ้วโกรธด้วยเรื่องใด ใยจึงสำแดงอาเพสเช่นนี้ “ท่านอาจารย์หมายความว่า ผู้ที่มานั้นไม่ใช่องค์ราชินีของเรางั้นหรือ” นักบวชหนุ่มถึงกับหน้าถอดสี ยังจำได้ดีถึงคำอาจารย์ที่ถวายต่อหน้าองค์กษัตริย์เหนือหัวแห่งมหานครไมเยนราเมื่อ 20 ราตรีที่แล้วได้เป็นอย่างดี //ท่านอาจารย์ว่าอะไรนะ ราชินีของเราจะปรากฏตัวงั้นหรือ// น้ำเสียงทรงอำนาจดังขึ้นจนนักบวชทั้งหลายที่มารอเฝ้ารับเสด็จยิ่งค้อมตัวต่ำลงด้วยความเกรงกลัว เว้นเสียแต่ผู้เป็นอาจารย์ที่เพียงพยักหน้าช้าๆ //ถูกแล้วฝ่าบาท องค์มหาเทพจะประทานราชินีคู่บัลลังก์แก่ฝ่าบาทในอีก 20 ราตรีข้างหน้า คืนที่พระจันทร์ทรงกลดปกคลุมทั่วดินแดนไมเยนราของพระองค์ องค์ราชินีจะปรากฏตัว// //ท่านจะมั่นใจตามนั้นได้อย่างไร พระบิดาบอกท่านเช่นนั้นจริงหรือ// พระบิดาที่ทรงเอ่ยถึงคือ รา...องค์สุริยะเทพนั่นเอง //ทรงพระปรีชายิ่งแล้วฝ่าบาท// อินซก...หัวหน้านักบวชชราผู้เป็นตัวแทนของเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายรับคำ หากกลับยิ่งทำให้ร่างสูงสง่าน่าเกรงขามในชุดกษัตริย์โบราณยิ่งไม่พอใจมากขึ้น //แล้วหากข้าไม่แต่งตั้งนางเป็นราชินีแห่งข้าล่ะ// //องค์สุริยะเทพประทานมาแล้ว พระองค์ควรจะทรงรับไว้// อินซกกล่าวเรียบๆ ถึงแม้จะรู้ดีว่าคำพูดของตนเองจะทำให้องค์เหนือหัวยิ่งขุ่นเคืองใจก็ตาม //และพระองค์จะต้องทรงอภิเษกและสถาปนานางเป็นองค์ราชินีเคียงข้างพระองค์ภายใน 20 ราตรีหลังจากนั้น มิเช่นนั้นพระบิดาของพระองค์อาจจะทรงพิโรจน์ได้// //อะไรนะ!!!// เสียงทุ้มต่ำแผดกร้าวจนมหาวิหารทั้งหลังแทบสะเทือน เหล่าข้าอารักษ์พากันหมอบตัวสั่นด้วยเกรงกลัวพระอาญา แต่หัวหน้านักบวชผู้ที่ทรงนับถือดุจดั่งอาจารย์ยังคงสงบเรียบเฉย //กระหม่อมเพียงแต่แจ้งตามโองการขององค์มหาเทพเท่านั้น อย่าทรงขุ่นพระทัยไปเลย// //แล้วนางจะมาจากที่ใด พระบิดาจะประทานนางมาให้ข้าด้วยวิธีใดกัน// //เมื่อพระจันทร์ทรงกลดเต็มดวง จะเกิดแสงสว่างจากฟากฟ้าส่องลงมายังมหาวิหารแห่งนี้ ลำแสงดังกล่าวจะนำทางนางมา นางจะปรากฏกายบนแทนศิลานี้// มือเหี่ยวย่นผายไปยังแท่นศิลาขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแท่นบูชาสักการะเหล่าทวยเทพที่สถิตคอยปกปักษ์รักษาอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ //แล้วหากพระบิดาประทานหญิงที่อัปลักษณ์เหลือทน ง่อยเปลี้ยพิการ ข้าก็จะต้องรับนางเป็นราชินีงั้นสิ// อินซกส่ายหน้าช้าๆกับถ้อยคำประชดกลายๆนั้น //ทรงวางพระทัยได้ นางผู้ที่จะมาเป็นราชินีของพระองค์งดงามยิ่งนัก เส้นผมจะยาวสลวยดุจแพรไหมในยามรติกาล ดวงหน้าหมดจดงดงามสมกับเป็นธิดาเทพ ผิวจะขาวราวกับไข่มุกเลยทีเดียว เหมาะสมกับการเป็นราชินีคู่บุญของพระองค์แน่นอน// //งั้นหรือ// ดวงตาคมกริบราวกับดวงตาของเทพฮอรัสกวาดตามมือผู้เป็นอาจารย์ รอยยิ้มคล้ายเยาะหยันผุดขึ้นตรงมุมปากหยักได้รูปสวย //ดี...งั้นอีก 20 ราตรีข้างหน้าเราจะมาดูหน้าว่าที่ราชินีของเรา อยากรู้นักว่าพระบิดาจะประทานหญิงเช่นใดมานั่งเคียงคู่เราบนบัลลังก์แห่งไมเยนรา// |
ว่าแล้วก็ร่างสูงสง่าก็หมุนกายกลับออกไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากขามา เดือดร้อนถึงพระอนุชาและเหล่าทหารราชองครักษ์ที่ติดตามต้องรีบตามเสด็จออกไป แว่วน้ำเสียงทรงอำนาจสั่งการเหล่าผู้ติดตามลั่นๆอยู่ภายนอก
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพระองค์ไม่พระทัยกับโองการครั้งนี้มากสักเท่าไหร่นัก
ไม่สิ...ต้องเรียกว่ากริ้วจัดถึงจะถูกมากกว่า
ผู้ถวายงานใกล้ชิดทุกคนต่างรู้ดี แม้องค์ราชันย์ของตนจะมีสนมนับร้อยนับพัน หากก็ไม่เคยคิดจะแต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาเป็นราชินีคู่บุญทั้งนั้น
//ข้าไม่ต้องการผู้หญิงที่เหมือนตุ๊กตาประดับ เห็นเพชรพลอยเครื่องทองเป็นชีวิต นางผู้เป็นราชินีแห่งข้าจะต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น//
แล้วอยู่ๆกลับมีลิขิตจากเหล่าทวยเทพว่าราชินีของพระองค์จะปรากฏตัวขึ้นในอีก20 ราตรีข้างหน้า และจะต้องอภิเษกหลังจากนั้นอีก 20 ราตรีเช่นกัน พระองค์ไม่สั่งทุบแท่นศิลานั่นทิ้งก็ถือว่ามีพระเมตตามากแล้ว
“แล้วอย่างนี้จะทำเช่นไร ที่เกิดอาเพสข้างนอกเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ท่านอาจารย์ นางผู้มาแทนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ใช่หรือไม่” นักบวชหนุ่มยังคงตื่นตระหนก หากยังไม่ทันที่อินซกจะกล่าวอะไรออกมา ก็มีลำแสงสีทองพุ่งลงมาจากยอดมหาวิหารสาดมายังแท่นศิลาจนเรืองระยับสว่างไปหมด
“ท่านอาจารย์ นั่น...นั่น” ผู้เป็นลูกศิษย์ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อแสงสว่างเรืองรองที่สาดจ้าอยู่ ค่อยๆอ่อนลงจนปรากฏร่างบอบบางที่แต่งกายด้วยชุดประหลาดนอนฟุบอยู่แทน พร้อมทั้งบรรยากาศแปรปรวนภายนอกค่อยๆสงบลง เมฆหมอกที่อยู่ภายนอกเริ่มสลายตัว เผยให้เห็นผืนฟ้ายามราตรี และ...พระจันทร์ทรงกลด!
นักบวชเฒ่าค้อมคำนับลงจนต่ำสุดแก่เหล่ารูปปั้นเทพเจ้า ยอมรับลิขิตสวรรค์ที่เกิดขึ้นแต่โดยดี ก่อนจะพยุงตัวก้าวเข้าไปหาร่างที่นอนขดตัวอยู่บนแท่นวิหารนั้น
“อื้อ...” ฮยอกแจพลิกตัวกลับไปกลับมา ความเย็นเยียบที่แนบแผ่นหลังทำให้เริ่มคืนสติ เปลือกตาบางกระพริบปรือก่อนจะเปิดขึ้นเต็มตา
ที่นี่...ที่ไหน?
ลืมตามองก็เห็นเพียงยอดเหมือนโดมสูงตระหง่าน ประดับประดาไปด้วยภาพเขียนมากมาย พื้นหลังของภาพเหล่านั้นเป็นสีทองสว่างราวกับทำมาจากทองคำแท้จริงๆ
“ฟื้นแล้วหรือ”
เสียงแหบทุ้มเรียกให้ฮยอกแจหันกลับไปมอง ภาพชายชราที่อยู่ในชุดคลุมยาวถึงข้อเท้าสีขาวสะอาดคาดทับด้วยเข็มขัดทองคำสลักลวดลายสวยงามทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าไปอีก
“เอ่อ...คุณลุงเป็นใครครับ แล้ว...ที่นี่ที่ไหนกันครับ” ยันตัวลุกขึ้นได้ ฮยอกแจก็หันมองไปรอบๆด้วยความไม่คุ้นเคย
“ที่นี่คือมหาวิหารนอกเมือง ข้าชื่ออินซก...เป็นหัวหน้านักบวชที่นี่” ใบหน้าเหี่ยวชรายิ้มละไม
มหาวิหารงั้นหรอ...เอ แต่ว่าเขาจำได้ว่า....ยอนแจ!!!
ร่างบางกระโจนลงจากแท่นแทบไม่ทันเมื่อค่อยๆระลึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้
“น้อง...ยอนแจ!! น้องผมล่ะครับ” พายุ..ใช่ เขาถูกพายุพัดกลืนร่างจนนึกว่าจะตายไปเสียแล้ว ภาพสุดท้ายที่เห็นคือภาพของยอนแจร้องไห้เรียกหาเขา
แล้วยอนแจล่ะ...ยอนแจอยู่ที่ไหนกัน?
“เจ้ามาที่นี่เพียงผู้เดียว” ใบหน้าเรียวหวานส่ายไปมาไม่ยอมรับ จะเป็นไปได้ยังไง เขาต้องอยู่กับยอนแจสิ หรือเพราะว่าพายุนั้นจะพัดพาให้เขาหลงกับน้องกัน แล้วถ้าเป็นอย่างงั้นจริงๆ ตอนนี้...ยอนแจอยู่ไหน?
“ไม่จริง ผมอยู่กับน้อง ผมอยู่ที่นี่ยอนแจก็ต้องอยู่ที่นี่ ผมจะไปตามหาน้อง!!” ฮยอกแจผละออกจากหน้านักบวชเฒ่าทันที ขาเรียวก้าวเร็วๆจนกลายเป็นวิ่ง นักบวชหนุ่มเห็นท่าไม่ดีจะวิ่งตามไปแต่ติดที่ผู้เป็นอาจารย์รั้งไว้ก่อน
“ปล่อยเขาไปเถอะ ให้เขารู้...ให้เขาเห็นด้วยตาตนเองดีกว่า”
ความฝัน...หรือนี่จะเป็นความฝันกัน? ตาเรียวสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปโดยรอบขณะวิ่ง เสาวิหารขนาดใหญ่สลักลวดลายสีทองงดงามราวกับประติมากรรมชั้นเอก ภาพเขียนที่สะท้อนถึงศาสนาและองค์เทพเจ้าในสมัยโบราณกาลที่เคยผ่านตาแค่ในหน้าหนังสือโบราณคดี แต่ตอนนี้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้า ชัดเจนจนแทบไม่เชื่อสายตา เส้นทางทอดยาวอลังการปูด้วยอิฐสีแดงเป็นระเบียบ หากตรงกลางกลับมีผ้าสีแดงเลือดนกดูนุ่มมือขนาดกว้างเกือบ 2 เมตรพาดยาวไปตลอดทาง คุ้นๆว่าจะเป็นทางสำหรับชนชั้นกษัตริย์เท่านั้นที่จะเหยียบผ่านได้
ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติเขาก็คงจะหยุดยืนดูเก็บรายละเอียดที่แสนจะน่าสนใจเหล่านี้ แต่ตอนนี้...ที่ไม่รู้ว่าน้องของตัวเองหายไปไหน ฮยอกแจจึงเร่งฝีเท้าเพื่อให้ไปถึงประตูบานใหญ่หน้ามหาวิหารแห่งนี้โดยเร็วที่สุดเท่านั้น
มือเรียวขาวผลักบานประตูหนาหนักออกสุดแรง แล้วก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เมื่อภาพที่เห็นคือผืนแผ่นทรายเวิ้งว้างตัดกับขอบฟ้าที่มีดวงดาวพร่างพราวระยับ ส่องสว่างจนแทบจะเห็นรายละเอียดบนแผ่นทราย ไกลออกไปทางขวามือไม่มากนัก มีบ้านเรือนมากมายหลายร้อยหลายพันหลังคาเรือน ทอดยาวไปจนสุดลูกหูลุกตา บ้านเรือนทุกหลังถูกปลุกสร้างจากไม้หรือไม่ก็ก้อนอิฐสีหม่น มีเพียงแสงไฟจากคบหน้าบ้านที่จุดไว้ส่องเป็นระยะๆเท่านั้น
นี่มันอะไรกัน...ใครบอกเขาทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ที่นี่...ที่ไหนกันครับ” น้ำเสียงหวานแหบพร่าถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินช้าๆ จนมาหยุดอยู่ทางด้านหลัง
“ที่นี่คือมหานครไมเยนรา”
“มะ...มะ...ไม่จริง”
ฮยอกแจครางสั่นในลำคอ ทำไมนักเรียนโททางโบราณคดีอย่างเขาจะไม่รู้จัก “มหานครไมเยนรา” มหานครในตำนานซึ่งอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ยาวนานมากกว่าสองพันปี เป็นมหาอาณาจักรยิ่งใหญ่มีอำนาจแผ่ไปทั่วตั้งแต่เหนือจรดใต้ ซากประวัติศาสตร์ที่ทิ้งเอาไว้แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และอำนาจของอาณาจักรแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ซากวิหารที่พวกเขาทำรายงานอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหานครแห่งนี้ที่แผ่วัฒนธรรมไปถึงประเทศที่เขาอยู่เมื่อในอดีต
ฮยอกแจยังจำได้ดีว่าตนเองหลงใหลไปกับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรแห่งนี้มากแค่ไหน ศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมตลอดจนอักษรโบราณของนครแห่งนี้จนรู้มากยิ่งกว่าใคร หวังไว้ลึกๆว่าจะมีโอกาสเดินทางไปดูซากโบราณสถานและซากพระราชวังของจริงที่อยู่ ณ อีกซีกโลกหนึ่งด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต
แต่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นตอนที่ยังรุ่งเรืองเป็นมหาอาณาจักรยิ่งใหญ่แบบนี้!
“ละ...ล้อผมเล่นใช่ไหม โกหก...โกหกไหมครับ” ถามทั้งๆที่สายตายังไม่อาจละจากภาพตรงหน้าได้ ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอก ใครกันจะมาลงทุนโกหกเขาโดยการจำลองเมืองโบราณขนาดจริงมาให้เขาเชื่อแบบนี้ นอกจาก...ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเรื่องจริง!
เพี๊ยะ!!
“โอ๊ย!!”
“เฮ้ย!!” นักบวชหนุ่มถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อมือเรียวขาวยกขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรง ฮยอกแจลงแรงสุดมือจนรู้สึกร้อนวูบและชาไปทั้งหน้า แต่มีวิธีนี้เท่านั้นที่จะยืนยันกับเขาได้ว่า...เขาไม่ได้ฝันไป
“นี่...นี่มันจริงหรือเนี่ย” ฮยอกแจครางในลำคอ ทึ่งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนแทบจะพูดไม่ออก นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ
“แล้ว...แล้วน้องผมล่ะ” ร่างเล็กหันมาถามหัวหน้านักบวชชราที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังด้วยความหวัง หวัง...ว่ายอนแจจะไม่ได้อยู่ที่นี่เช่นเดียวกับเขา
“เจ้ามาที่นี่เพียงผู้เดียว” อินซกย้ำอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
“แสดงว่าน้องผมยังอยู่ที่เดิม...ใช่ไหมครับ” ถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ซึ่งผู้เป็นใหญ่แห่งมหาวิหารก็พยักหน้ารับคำนั้น
“ถูกต้องแล้ว”
คราวนี้ร่างผอมบางถอนหายใจพรูด้วยความโล่งอก อย่างน้อย...ยอนแจก็ยังอยู่ในโลกปัจจุบัน ที่นั่นคงจะปลอดภัยสำหรับน้องของเขามากกว่าที่นี่แน่นอน
“แล้ว...ผมมาที่นี่ได้ยังไงครับ” พอตั้งสติได้จิตใจก็เริ่มสงบ ฮยอกแจเริ่มรวบรวมความคิดทุกอย่างให้กลับเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง ทั้งๆที่มันยากเหลือเกินสำหรับเหตุการณ์ที่เหนือปาฏิหาริย์แบบนี้
“ลิขิตแห่งเหล่าทวยเทพ” ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยมองสูงไปบนท้องฟ้า ก่อนจะก้มลงมองร่างเพรียวที่ยังทรุดตัวอยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง “และเพราะแรงอธิษฐานของเจ้า”
“ของผม??” ฮยอกแจถึงกับงง เขาน่ะนะจะอธิษฐานอะไรแบบนั้น
“เจ้าร้องขอแลกเปลี่ยนตัวกับองค์ราชินีแห่งไมเยนราด้วยตัวของเจ้าเองไม่ใช่หรือ” ถ้อยคำที่ออกมาแต่ละคำจากนักบวชชรายิ่งทำให้ฮยอกแจงงหนักเข้าไปอีก ราชินีอะไร? ทำไมเขาต้องขอมาที่นี่แทนราชินีของที่นี่ด้วย? ไม่ใช่แล้ว...
“ผมเปล่านะ” พอเถียงออกไปแล้วก็ได้รอยยิ้มบางๆของผู้เป็นอาจารย์แห่งมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ตอบกลับมาแทน
“เจ้าลองย้อนนึกดูดีๆสิ” คำพูดราบเรียบทำให้เริ่มคล้อยตามได้ไม่ยาก ฮยอกแจนิ่งไป พลางคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เขากับน้องเจอพายุประหลาดในห้องที่พบศิลา แล้วพายุนั้นก็พยายามพัดกลืนร่างน้องของเขาไป แต่เขากลับขอ...
ไม่...ไม่จริงน่ะ
“คุณลุงหมายความว่าน้องของผมเป็น...” ฮยอกแจถึงกับไปต่อไม่เป็น ยิ่งใบหน้าคร้ามวัยพยักรับ ใบหน้าหวานก็ยิ่งซีดลงจนแทบขาวเป็นกระดาษ
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน น้องผมเป็นคนในโลกปัจจุบันนะครับ แล้ว...แล้วจะมาเป็นราชินีที่นี่ได้ยังไง”
“ทุกอย่างถูกฟ้าลิขิตไว้แล้ว แล้วเจ้าจะเข้าใจเหตุและผลทุกอย่างด้วยตัวของเจ้าเอง” สายตานักบวชชราละจากใบหน้างามไปยังทางเบื้องหน้า
“และเจ้าชะตาของเจ้า...มาถึงแล้ว”
TBC.
@~Talk~@
ดาคูชิลืมบอกไป เรื่องนี้เป็นแนวคล้ายๆ "คำสาปฟาโรห์" นะคะ
ยังไงก็ลองติดตามให้กำลังใจกันได้ค่ะ
เชิญหนุกหนานกันตามสบายค่ะ ^-^