@~Talk~@
เอาตอนจบมาเสิร์ฟตามสัญญาแล้วค่ะ (จะยังมีใครรออยู่บ้างไหมเนี่ย)
ขอแอบบ่นนิดหน่อยเพราะมีเจ้าน้องตัวร้าย(มาก) comment มาว่า
กั๊ด - ชั้นว่าชั้นอ่านฟิคแกแล้วรู้สึกแปลกๆว่ะ
ดาคูชิ - แปลกยังไง?
กั๊ด - ก็ตั้งแต่ชั้นชอบซูจูมา 2 ปี ไม่เคยเห็นทึกไปออกรายการ Kiss The Radio
คนเดียวเลยสักครั้ง
ดาคูชิ - แล้วไง?
กั๊ด - ชั้นถึงบอกไงว่าฟิคแกแปลกๆ เพราะข้อมูลมันไม่จิงอ่ะดิ
ดาคูชิ - =_______= แล้วมันจะพูดขึ้นมาเพื่อ...
ข้อนี้ดาคูชิยอมรับผิดแต่โดยดี แต่ฟิคก็คือฟิคนะเจ้าคะ ท่องไว้ๆ
ขอระบายสักนิดนึงเถอะ ยังไงก็...
เชิญหนุกหนานกันตามสบายค่ะ ^-^
.
.
.
.
.
[SF] หวง...[KangTuekKyu]-End
“เอ่อ...มีใครเห็นคังอินบ้างไหม”
อีทึกถามขึ้นเมื่อมองไปรอบๆห้องซ้อมแล้วไม่พบคนที่ตัวเองพยายามตามหา
หากสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการส่ายหน้ากันถ้วนหน้า
“เมื่อกี๊ก็เห็นอยู่นะ แต่ไม่ได้สังเกตแฮะว่าเดินไปไหน”
พี่อ้วนของวงตอบก่อนจะสนใจกับขนมขบเคี้ยวหลากหลายชนิดตรงหน้าต่อไป
“นั่นสิ ผมก็เห็นแค่ช่วงตอนซ้อมเอง”
กระต่ายน้อยตัวกลมว่าพลางช่วยชะเง้อมองหาอีกแรง
“แอบไปงีบล่ะมั๊ง พวกหมีน่ะชอบจำศีลนี่นา” พูดแล้วทงเฮก็หัวเราะอย่างถูกใจ
เล่นเอากระต่ายน้อยกับเจ้าไก่กลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ อีทึกส่ายหน้าน้อยๆ
อย่าให้คังอินได้ยินเชียวนะประโยคเนี๊ยะ
ไม่งั้นคงมีการนองเลือดเกิดขึ้นที่นี่แน่ๆ
“ทำไมพี่ไม่ลองไปหาที่ห้องแต่งตัวล่ะ อาจจะอยู่ก็ได้”
คิบอมออกความเห็นหลังจากเงียบฟังอยู่นาน
เพราะรู้ว่าขืนยังปล่อยให้ตัวแสบทั้งสามตัวออกความคิดเห็นต่อไป
อันตรายจากสัตว์ป่าสงวนอาจจะมาเยือนถึงที่ก็ได้
หมีน่ะ...มันกัดถึงตายนะทงเฮ
อีทึกพยักหน้ารับ เออ...จริงสินะ
เขายังไม่ได้ไปดูที่ห้องแต่งตัวเลยนี่นา คังอินอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้
คิดได้อย่างงั้น ร่างโปร่งก็ตรงไปยังห้องแต่งตัวทันที
ขอให้เจอสักทีเถอะ...
เพราะวันนี้เกือบทั้งวันเขาก็พยายามจะเคลียร์ปัญหากับคนรักของตัวเองให้ได้
เขาไม่อยากปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันเลวร้ายไปกว่านี้
แต่ก็เหมือนสวรรค์แกล้ง
วันนี้ทั้งวันต้องมีเหตุให้เขาคลาดกับคังอินตลอดเลย
ไม่ว่าจะตอนเช้า ที่เขาต้องออกมารับตารางงานด่วนที่บริษัท
พอรีบกลับเข้าไป คนรักของเขาก็มีคิวไปออกรายการที่อื่นแล้ว
สุดท้ายก็ว่าจะมาคุยกันหลังซ้อมนี่แหละ แต่ก็คลาดกันอีกซะนี่
คังอินไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เขาต้องรีบหาให้เจอ
เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมง เขากับฮยอกแจก็ต้องไปจัดรายการ Kiss The Radio กันแล้ว
หากเมื่อไปถึงหน้าห้องแต่งตัว
ก็พบเยซองกับรยออุคยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงประตูทางเข้านั่นเอง
“เยซอง คังอินอยู่ในห้องแต่งตัวหรือเปล่า”
คำตอบที่ได้รับจากคนทั้งคู่คือสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เยซองมองหน้าคนรักของตัวเองนิดหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพยักหน้า
“อยู่ แต่ว่า...เฮ้ย!เดี๋ยว!!”
คำตอบเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่อีทึกต้องการ คนรักของเขาอยู่ที่นี่จริงๆด้วย
มือเรียวผลักบานประตูเข้าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ฟังเสียงทัดทานของเพื่อนร่วมวง
พลางเอ่ยเรียกคนรักของตนอย่างยินดี
“ยองอุ...”
เสียงหวานขาดหายเข้าไปในลำคอ พร้อมกับความรู้สึกชาวาบแล่นไปทั่วทั้งร่าง
เมื่อภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือร่างสูงของคนรัก ที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวนุ่มในห้องแต่งตัว
ใบหน้าหล่อคมแหงนเงยพิงพนักโซฟาดูท่าทางสบาย
ดวงตาคมปิดสนิทอย่างต้องการจะพักผ่อน
ภาพๆนั้นคงทำให้เขายิ้มได้ หากไม่มีร่างเพรียวของใครคนหนึ่งที่นั่งแนบชิดอยู่ข้างๆ
ใบหน้าหล่อจัดที่เอนซบไหล่หนานั้นหลับตาพริ้ม
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีความสุขกับการพักผ่อนครั้งนี้มากแค่ไหน
นี่มันอะไรกัน ใครก็ได้บอกเขาทีว่าสิ่งที่เขาเห็นคืออะไร!!
ตาดำเรียวกระพริบปริบขึ้นราวกับรู้ว่ามีคนเข้ามาขัดจังหวะการนอนอันสงบสุขเสียแล้ว
ก่อนจะลืมขึ้นสบกับร่างที่ยืนค้างอยู่หน้าประตูอย่างเต็มตา
คยูฮยอนกดยิ้มเย็นเยียบ ที่ทำให้คนที่เห็นหนาวเหน็บไปจนถึงขั้วหัวใจส่งไปให้
ก่อนจะหันไปกระซิบข้างหูของร่างสูงที่ตัวเองใช้พักพิงเมื่อ 15 นาทีที่แล้วอย่างแผ่วเบา
“ตื่นได้แล้วครับพี่คังอิน”
“อืม” คังอินงัวเงียตื่นขึ้นมาก่อนจะพึมพำแผ่วๆ
“ถึงเวลาซ้อมอีกแล้วหรอ” ถามทั้งๆที่ยังไม่ลืมตาตื่นเต็มที่ดี
หากเมื่อตื่นเต็มตาก็ต้องตกใจ
เมื่อเห็นสีหน้าที่ซีดจนเกือบขาวของคนรักที่ยืนอยู่หน้าประตู
อีทึกเป็นอะไร ทำไมสีหน้าแย่ขนาดนั้น
หากความผิดหวังที่ได้รับมานั้น มันมากมายเกินกว่าจะเอ่ยปากถามออกไปได้
คังอินจึงได้แต่มองนิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรออกมา
ทั้งๆที่ใจนั้นห่วงร่างโปร่งตรงหน้าอย่างมากมาย
หากเขาเจ็บ เจ็บจนใจเกือบจะด้านชา
การที่คนที่รักอย่างสุดหัวใจไม่เคยเห็นความสำคัญของเขาเลยนั้น
มันทำให้เขาเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้
“เอ่อ...ผมขอตัวก่อนนะครับ”
เสียงเอ่ยเบาๆข้างๆตัวเรียกสติทั้งหมดของร่างสูงให้กลับมาอีกครั้ง
ใบหน้าคมหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างตัวเกือบจะทันที
“ดีขึ้นแล้วหรือ”
ถามอย่างห่วงใยเพราะตอนซ้อมเสร็จนั้น เขาเห็นคยูฮยอนหน้าซีดมากจนน่ากลัว
พอเขาคาดคั้นถาม เจ้าเด็กปากแข็งนี่ถึงยอมบอกว่าไม่ค่อยสบาย
และพอเขาจะพาไปหาหมอ เด็กนี่ก็ไม่ยอมไป บอกว่าขอนอนสักพักหนึ่งก็คงจะดีขึ้นเอง
จนเขาต้องพามาพักที่ห้องแต่งตัวนี้
“ครับ...ขอบคุณมากนะครับพี่คังอิน” ว่าพลางยิ้มให้
ยิ้มที่อีทึกยังยอมรับว่ามันสวย และหวานไปจนถึงหัวใจ
ขนาดเขาเองยังใจเต้นผิดจังหวะไปกับรอยยิ้มนั้น แล้วคังอินล่ะ
คงไม่ต้องบอกออกมาเป็นคำพูด
แค่อาการที่ร่างสูงค้างไปชั่วขณะนั้นเป็นคำตอบได้ดีกว่าคำพูดใดๆทั้งนั้น
ทำไม...ทำไมถึงเป็นแบบนี้
กว่าโสตประสาทจะกลับมาทำงานอีกครั้ง
ร่างเพรียวของน้องสุดท้องของวงก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
ตาดำเรียวที่สบมาเจิดจ้าท้าทาย ก่อนจะกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“พี่คังอิน จะต้องเป็นของผม”
คำพูดแผ่วเบาหากสะเทือนลึกเข้าไปถึงโสตประสาทภายใน
อยากโกหกตัวเองว่าน้องคงจะพูดเล่น
หากรอยยิ้มร้ายกาจตรงหน้าก็ทำให้รู้ว่าคยูฮยอนเอาจริง!
หรือสิ่งที่คยูฮยอนเคยบอกว่าจะขอจากเขา จะเป็น...
“นายมีอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มเข้มคุ้นเคยเรียกสติสัมปชัญญะเขาให้กลับคืนมาอีกครั้ง
อีทึกสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆอย่างต้องการสงบหัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บลงให้ได้
ไม่ใช่ตอนนี้อีทึก เรื่องเก่ายังไม่ทันเคลียร์เลย จะหาเรื่องทะเลาะกันอีกหรือไง
ไม่เป็นไรอีทึก พอเรื่องทุกอย่างดีขึ้นแล้ว ค่อยถามก็ได้นี่นา
ทุกอย่างอาจจะไม่ใช่อย่างที่นายเห็น หรือนายเข้าใจก็ได้
“ยองอุน ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” ว่าพลางเดินเข้าไปใกล้
หากเจ้าของร่างสูงกลับลุกขึ้นเกือบจะทันที
“เรายังมีเรื่องที่ต้องคุยกันอีกหรอ” น้ำเสียงกดต่ำทำให้ลีดเดอร์วงเอสเจใจหายวาบ
“ฉันนึกว่ามันจบไปตั้งแต่ที่นายให้สัญญากับฉันแต่นายทำมันไม่ได้เสียอีก”
“โธ่ยองอุน ฟังฉันก่อนได้ไหม ฉันอธิบายได้นะ”
พยายามจะก้าวเข้าหา หากร่างสูงของคนรักกลับยิ่งถอยห่าง
“นายจะอธิบายว่ายังไง จะบอกว่านายเห็นใจคนอื่นจนลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับฉันน่ะหรอ
ฉันจำได้นะที่นายบอกกับฉันว่าถ้านายผิดสัญญาคราวนี้ นายจะยอมเลิกกับฉัน
แล้วนายก็ผิดสัญญา”
เสียงเข้มเอ่ยอย่างแหบโหย ความเสียใจเต็มตื้นขึ้นในอกอีกครั้ง
“แล้วนายก็เลือกที่จะผิดสัญญา นายยอมทำทุกอย่างเพื่อคนในวง
แม้กระทั่งตัดความสัมพันธ์ของเรา”
“เปล่า ไม่...ไม่นะยองอุน” น้ำตารื้นขึ้นมาในหน่วยตาสวย
มือเรียวเอื้อมไปเหนี่ยวรั้งร่างสูงไว้อย่างเต็มที่
“ฉันไม่อยากจะเลิกกับนายนะ ฉันเสียใจ ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งได้ไหม
ฉันสัญญานะ มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน”
น้ำเสียงหวานสั่นเครือสะท้อนเข้าไปถึงในหัวใจของคังอิน
แม้จะเสียใจจนแทบไม่อาจจะอภัยให้ได้ หากก็รักมากเกินกว่าจะตัดใจเช่นกัน
แล้วยิ่งใบหน้าสวยหวานที่อาบไปด้วยน้ำตาของคนที่รักสุดหัวใจมาอยู่ตรงหน้าแบบนี้
ก็ยิ่งทำให้คังอินใจอ่อนยวบ
นี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้คังอินไม่เคยชนะอีทึกได้
น้ำตาเท่านั้น ที่ทำให้คังอินยอมแพ้ให้เสมอ
หากคราวนี้ก็ไม่ยอมลงให้ซะทีเดียว
“ฉันไม่ต้องการคำสัญญาจากนายอีกแล้ว
คราวนี้นายมีหน้าที่พิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่านายรักฉันมากพอที่จะรั้งฉันไว้หรือเปล่า
ถ้าไม่ เราสองคนก็คง...”
คำพูดที่ละค้างไว้ยิ่งทำให้ลีดเดอร์คนสวยใจเสีย
หากก็ยังรีบพยักหน้ารับก่อนที่คนรักของตนเองจะเปลี่ยนใจไม่ให้แม้แต่โอกาส
“ขอบคุณนะยองอุน ฉันจะไม่ทำให้นายผิดหวังอีกเด็ดขาด ฉันสัญญา”
++++++++++++++++++++
หากการกระทำจริงๆกลับไม่ง่ายเหมือนกับคำพูดที่พูดออกไป
เมื่ออีกฝ่ายยังมีท่าทีเมินเฉยจนแทบจะเรียกได้ว่าเย็นชาให้อยู่ตลอดเวลา
และยิ่งกว่านั้น ก็ยังมีน้องเล็กของวงขนาบข้างตัวแทบจะไม่เคยห่าง
เรียกได้ว่ามีคังอินที่ไหนก็ต้องมีคยูฮยอนที่นั่น
ตัวติดกันจนบางครั้งเขาก็อดที่จะหวั่นไหวไม่ได้
ความผิดพลาดครั้งนี้ของเขา
ร้ายแรงมากพอจะทำให้คังอินเปลี่ยนใจไปจากเขาเชียวหรือ
มันถึงจุดจบของความสัมพันธ์ระหว่างเราแล้วจริงๆหรือ...ยองอุน
“พี่อีทึก พี่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดจัง”
ความอุ่นจัดที่แตะเข้าที่หน้าผาก ทำให้ร่างโปร่งที่นั่งนิ่งอยู่หน้าคอมฯสะดุ้งเล็กน้อย
ก่อนจะหันมายิ้มให้กระต่ายน้อยที่ยืนมองเขาตาแป๋วอยู่
“เปล่า พี่คง...จะเหนื่อยไปหน่อยน่ะ” รอยยิ้มที่เคยสว่างสดใสอยู่เสมอ
ตอนนี้กลับซีดเซียวจนซองมินไม่สบายใจ
มือเล็กละจากหน้าผากสวยของหัวหน้าวงแล้วมาเกาะกุมที่มือเรียวแทน
“พี่อีทึก” เรียกเสียงแผ่วๆให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคน
“พี่ไม่สบายใจเรื่องพี่คังอินกับคยูฮยอนใช่ไหม”
ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจ
“ทำไม...นายรู้”
“ก็ปกติพี่คังอินเคยห่างกับพี่ซะที่ไหนล่ะ เอะอะก็จองซู อะไรก็จองซู
แต่ตอนนี้กลับแทบจะไม่คุยกันเลย
แล้วพี่คังอินก็กลับไปสนิทสนมกับคยูฮยอนแทนซะงั้น”
พูดพลางตวัดตาโตๆไปทางต้นตอของปัญหาที่นั่งเบียดกันอยู่บนโซฟาหน้าทีวีในบ้าน
“ชัดเจนออกอย่างงั้น อย่าว่าแต่ผมเลย แม้แต่คิบอมก็ยังรู้”
ขนาดไอ้พระเอกของทงเฮที่วันๆไม่เคยมองอย่างอื่นนอกจากบทละครในมือยังรู้
แสดงว่าอาการชัดเจนโจ่งแจ้งเข้าขั้นแล้วจริงๆ
“พี่มีอะไรก็ปรึกษาผมก็ได้นะ ผมไม่อยากเห็นพี่เศร้าแบบนี้เลย”
ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น
แทบทำให้ความเข้มแข็งที่เพียรสร้างอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันพังทลายลง
หากก็ยังต้องเก็บกดเอาไว้ บอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเขาเป็นหัวหน้าวง
จะอ่อนแอกับเรื่องแค่นี้ได้ยังไงกัน
เรื่องแค่นี้...ที่ทำให้เขาปวดร้าวจนแทบจะหยุดหายใจ
“พี่...ไม่เป็นอะไรจริงๆ”
ฝืนบอกออกไปทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาก็อยากจะมีใครสักคนมารับฟังปัญหานี่เต็มที
แต่มันจะดีแล้วจริงๆหรอ ที่ต้องให้น้องมารับรู้ปัญหาแล้วก็ทุกข์ใจไปกับเขาด้วย
เขาไม่อยากเห็นน้องๆไม่สบายใจ
ซองมินจ้องหน้าคนที่บอกว่าไม่เป็นไร
ทั้งๆที่ใบหน้าสวยซีดเซียวลงจนน่าใจหายอย่างไม่เข้าใจ หากก็เลือกที่จะไม่เซ้าซี้ต่อ
เพราะเขารู้ว่าหัวหน้าวงคนสวยของพวกเขาบทจะดื้อขึ้นมาก็ไม่มีใครเอาลงได้
ไม่ใช่สิ...มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะทำได้
แต่คนๆเดียวนั้นก็กลับกลายเป็นตัวปัญหาเองซะนี่
คิดแล้วก็อยากจะกัดคอใครสักคนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ
แล้วก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าน้องเล็กของวง
บังอาจทำนางฟ้าของพวกเขาเสียใจ เดี๋ยวก็กัดให้จมเขี้ยวกระต่ายซะเลย ฮึ่ม!!
“ถ้าพี่ยังยืนยันว่าไม่มีอะไร ผมก็ไม่กวนแล้ว แต่..พวกผมเป็นห่วงพี่มากนะครับ”
ทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งให้รู้ว่ายังมีพวกเขาที่ห่วงใยอยู่
อีทึกพยักหน้ารับแล้วยิ้มให้ เจ้าฟักทองน้อยของบ้านถึงยอมถอยออกไป
ดวงตาคู่สวยเหลือบตามองร่างสูงที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาตัวยาวอย่างตัดพ้อ
หากความรู้สึกดังกล่าวกลับส่งไปไม่ถึงคนที่รักเลยสักนิด
เพราะคังอินไม่แม้แต่จะมองกลับมา กลับเป็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆที่มองกลับมาแทน
และสิ่งที่ตอบแทนความพยายามอันไร้ความหมายของเขา
ก็คือริมฝีปากแดงสดที่บิดยิ้มเย้ยหยันมาให้
ราวกับต้องการบ่งบอกเขาให้รู้ชัดว่าหากนี่คือเกมส์การแข่งขัน
เขาก็แพ้ทั้งๆที่ยังไม่ออกสตาร์ทด้วยซ้ำ
//พี่คังอิน จะต้องเป็นของผม//
ไม่!!!
ร่างเพรียวผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว
พรวดพราดออกจากห้องนั้นไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน
แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าเขาต้องออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด
เพราะเขากำลังจะทนไม่ไหว
นี่เขากำลังจะเสียคังอินไปแล้วจริงๆหรือ
คยูฮยอนกำลังจะพรากหัวใจของเขาไปแล้วใช่ไหม
กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มาหยุดยืนอยู่ตรงสวนหน้าบ้าน
บรรยากาศยามเช้าที่เคยทำให้เขาสดชื่นได้เสมอ
แต่วันนี้กลับขุ่นมัวเหลือเกินในความรู้สึก
ลมเย็นๆที่เคยพัดพาความชุ่มชื่นใจมาให้ คราวนี้กลับหนาวเหน็บจนร่างทั้งร่างสั่นระริก
มือเรียวยกขึ้นกำเสื้อตรงอกซ้ายแน่น เพราะหัวใจตัวเองเต้นแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งอก
ดวงตาสวยคมปิดลงเพื่อข่มความรู้สึกทั้งหมดที่กำลังจะปะทุออกมา
ความรู้สึก “หึงหวง” และคำว่า “สูญเสีย”
คำว่า “หึง” เป็นอย่างไร คำว่า “หวง” เป็นแบบไหน
และคำว่า “สูญเสีย” ยิ่งใหญ่เท่าใด
อีทึกรู้ซึ้งก็วันนี้นี่เอง
.
.
.
.
.
“พี่จำได้ไหม ที่ผมเคยถามพี่ว่า
ถ้าผมจะ “ขอ” ให้พี่เสียสละ “อะไรบางอย่าง” ให้ผมบ้างได้ไหม
แล้วพี่บอกว่า “ได้สิ” น่ะ”
น้ำเสียงเย็นเยียบที่ดังจากข้างหลังทำให้อีทึกรู้สึกเย็นวาบไปทั่วไขสันหลัง
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
ทำไมเขาจะจำเสียงคนที่ทำสงครามประสาทกับเขามาเกือบจะสองอาทิตย์ไม่ได้
หากความเป็นผู้ใหญ่และผู้นำก็บังคับให้ตัวเองหันไปเผชิญหน้าจนได้
“ใช่ พี่เคยบอกแบบนั้น”
“ตอนนี้ผมต้องการแล้วล่ะ”
รอยยิ้มที่ส่งผ่านมาบาดลึกเข้าไปถึงจิตใจของเขาได้เป็นอย่างดี
แม้จะบังคับตัวเองให้เข็มแข็งอย่าหวั่นไหว แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับไปก็สั่นจนรู้สึกได้
“อะไรล่ะ ที่นายต้องการ” รอยยิ้มร้ายยิ่งแสยะกว้าง ในขณะที่ย้ำออกมาชัดเจน
“ผมต้องการพี่คังอิน”
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบที่ได้รับจะเป็นแบบนี้
หากอีทึกก็ยังใจหายจนรู้สึกวูบโหวงในอก ใบหน้าหวานซีดลงจนเกือบไร้สีเลือด
“ในเมื่อพี่เสียสละ “ทุกอย่าง” เพื่อน้องๆในวงได้
งั้นผมขอ “คนรักของพี่” บ้างได้ไหม
ผมรักพี่คังอิน และมั่นใจว่ารักไม่น้อยไปกว่าพี่แน่นอน
ดังนั้น...พี่ยกเขาให้ผมเถอะนะ”
คยูฮยอนย้ำชัดเจนเป็นครั้งสุดท้าย และไม่รอฟังคำตอบ
ร่างสูงโปร่งก็ถอยออกไปพร้อมกับรอยยิ้มสาสมใจ
ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหลังจากที่บอกออกไปแล้วจะทำให้ใครอีกคนช็อคแค่ไหน
จะยอม “ตกลง” หรือจะ “ปฏิเสธ” หรือจะมีคำตอบอย่างไร
มันไม่สำคัญเลย เพราะไม่ว่ายังไงเขาก็มั่นใจ
เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คังอินมาอย่างแน่นอน!!
++++++++++++++++++++
คยูฮยอนไปแล้ว...
เท่านั้นเองร่างเพรียวก็ทรุดนั่งลงกับพื้นหญ้าหน้าบ้านทันที
น้ำตาที่อดทนกลั้นไว้มานาน หลั่งรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
การประกาศตัวออกมาอย่างชัดเจนแบบนี้
แสดงว่าคยูฮยอนจะไม่ยอมปล่อยมือจากคังอินแล้วจริงๆ
ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติเขาก็คงจะไม่หวั่นไหวขนาดนี้
แต่นี่ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคังอิน
แทบเรียกได้ว่าเหลือเพียงเส้นใยบางๆเชื่อมระหว่างกันไว้เท่านั้น
แล้วนี่เขาจะทำยังไงดี เขาไม่อยากเสียคังอินไป
เขารักมากเกินกว่าจะเสียสละความรักของเขาให้ใครได้
แต่...เขาจะทำยังไงดีล่ะ
สัมผัสแผ่วเบาที่แตะตรงหัวไหล่ทำให้อีทึกเงยขึ้นมองช้าๆ
“เข้มแข็งไว้นะครับ” กำลังใจเพียงน้อยนิดที่ได้
กลับทำให้ความเข้มแข็งที่เพียรสร้างมาล่มสลายลงในพริบตา
น้ำตารินไหลจากดวงตาคู่สวยอย่างหยุดไม่อยู่ รับรู้ถึงวงแขนเล็กที่โอบเข้ามารอบร่าง
“พี่จะทำยังไงดีซองมิน จะทำยังไงดี”
เสียงสะอื้นไห้ทำให้ซองมินแทบจะร้องไห้ตามไปด้วย
ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเห็นหัวหน้าวงคนเก่งจะร้องไห้หนักถึงขนาดนี้
นี่คงทนไม่ไหวแล้วจริงๆสินะ ก็สมควรแล้วล่ะ
น้องเล็กที่ตัวเองเอ็นดูหนักหนาอยู่ๆก็ประกาศตัวเป็นศัตรูอย่างโจ่งแจ้ง
พร้อมทั้งมาขอให้เสียสละคนรักให้อย่างหน้าตาเฉย เป็นใครๆก็ช็อค
ยังดีนะที่เป็นพี่อีทึกถึงได้แค่ร้องไห้ แต่ถ้าเป็นเขาล่ะก็นะ
แม่จะอาละวาดให้พังราบกันไปข้างหนึ่งเลยคอยดู!
จะได้รู้จักฤทธิ์เดชฝ่าเท้าพิฆาตกระต่ายบินก็คราวนี้แหละ!!
“ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างพี่กับพี่คังอิน
แล้วทำไมคยูฮยอนถึงกล้าพูดกับพี่แบบนั้น แต่ผมรู้เพียงอย่างเดียว”
ซองมินเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง
“ถ้าเป็นคนที่ผมรัก ผมจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เสียเขาไป
จะทำให้เขารู้ว่าผมรักเขาแค่ไหน จะรั้งเขาไว้อย่างสุดกำลังที่มี
พี่...ทำเพื่อพี่คังอินแบบนั้นแล้วหรือยัง”
น่าแปลกที่คำแนะนำที่แสนจะธรรมดานั้นกลับทำให้เขาคิดอะไรได้อีกหลายๆอย่าง
ซองมินพูดถูก เขาเคยทำอะไรให้คังอินรู้บ้างไหมนะ
ว่าเขาก็รักคังอินไม่น้อยไปกว่าที่คังอินรักเขาเลย
คังอินกล้าแสดงความรักกับเขาในทุกที่ทุกโอกาส
ร่างสูงมักบอกให้เขารู้เสมอว่ารักและห่วงใยเขาแค่ไหน แล้วเขาล่ะ?
เพราะการเป็นหัวหน้าวง มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากมายทำให้คิดถึงแต่สมาชิกในวง
โดยลืมไปว่า 1 ในบรรดาสมาชิกนั้น มีคนรักของเขาอยู่ด้วย
รอยยิ้มเศร้ากับแววตาที่สะท้อนลึกถึงความปวดร้าวและผิดหวังรุนแรง
ในค่ำคืนสุดท้ายที่ทะเลาะกันนั้น ตอกย้ำได้ดีถึงความผิดที่เขาได้ก่อขึ้น
บางที เขาอาจจะลืมมองย้อนกลับไปดูก็ได้ว่า
ความจริงแล้วคนที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแทบจะขาดสะบั้นลงนั้นไม่ใช่ใคร
แต่เป็นตัวเขาเอง
คยูฮยอนก็เป็นแค่ตัวแปรที่เข้ามายามที่ความรักของพวกเขาเปราะบางลงเท่านั้น
“ขอบใจนะซองมิน ขอบใจมาก” รอยยิ้มที่ส่งผ่านมาให้ทำให้ซองมินรู้ว่าสิ่งที่พูดออกไป
คงพอจะเป็นประโยชน์กับหัวหน้าวงของพวกเขาได้บ้าง
กระต่ายน้อยพยักหน้ารับพลางฉุดมือของอีทึกให้ลุกขึ้น
“ไม่เป็นไรครับ งั้นเราเข้าไปในบ้านกันเถอะ เนี่ยผมกับทงเฮซื้อเค้กมาฝากพี่ด้วยล่ะ”
ตาโตๆที่เปล่งประกายระยิบระยับเมื่อพูดถึงของโปรดของตัวเอง
ทำให้อีทึกอดหัวเราะเบาๆออกมาไม่ได้ รู้สึกโล่งใจมากขึ้น
คราวนี้ อีทึกตั้งใจไว้กับตัวเองชัด
เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อความรักของเขาบ้างแล้ว
++++++++++++++++++++
“พี่คังอิน เดินดีๆนะครับ”
บอกพลางพยุงร่างสูงที่หน้าซีดจนแทบไม่มีสีเลือดไว้อย่างทุลักทุเล
ก่อนจะค่อยๆประคองให้ลงนอนบนเตียงกว้าง
“พี่...ไม่เป็นอะไรหรอก” คังอินบอกคนที่สีหน้าแย่ไม่แพ้กับเขาให้คลายใจ
เข้าใจ คยูฮยอนคงห่วงเขามาก
ก็เล่นทำงานด้วยกันอยู่ดีๆเขาก็ทรุดลงดื้อๆซะงั้น เป็นใครๆก็คงตกใจ
แต่เพราะวันนี้เขาไม่สามารถทนฝืนไว้ได้แล้วจริงๆ
เพราะงานที่ตัวเองโหมทำจนหนัก ทำให้ในที่สุดร่างกายเขาก็รับไม่ไหว
และอาจจะเป็นเพราะความเครียดที่สะสมมาเกือบเดือนนี่ด้วยก็ได้
ให้ร่างกายเขาแย่ลงขนาดนี้
ก็จะให้ทำยังไง ไม่ทำงานก็ฟุ้งซ่าน ก็คิดถึง
ก็เลยต้องทำงานหนักๆเข้าไว้ ให้ลืมเรื่องของใครบางคน สักเสี้ยววินาทีก็ยังดี
“แต่ตัวพี่ร้อนมากเลยนะ เดี๋ยวผมจะไปเอาผ้าชุบน้ำกับยามาให้นะครับ”
และโดยไม่รอฟังคำปฏิเสธ คยูฮยอนก็ลุกออกไปทันที
คังอินได้แต่มองตามร่างโปร่ง
ที่ผลุบหายไปจากประตูห้องนอนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ถ้าเป็นอีทึกของเขาคงจะโวยวายแบบนี้เหมือนกันสินะ
หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น คือลากเขาไปโรงพยาบาลเลยก็ได้
แต่เขาก็ชอบที่จะเห็นใบหน้าสวยๆฉายชัดถึงความห่วงใยเขา
มันทำให้เขารู้สึกว่าเขามีค่า รู้สึกว่าตัวเองได้รับความรัก
เห็นไหม ไม่กี่นาทีที่เลิกทำงาน
ใจของเขาก็วนเวียนไปถึงคนที่เขาปักใจรักอีกแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวหนักขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคมปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อน
รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวจนแทบจะทนนอนต่อไปไม่ได้
แต่ร่างกายก็หนักอึ้งเกินกว่าที่จะลุกขึ้นไหว
จองซู ฉันคิดถึงนายเหลือเกิน
.
.
.
.
.
คยูฮยอนเดินกลับขึ้นมาหลังจากที่ไปหายาลดไข้และเตรียมอ่างน้ำสะอาด
เพื่อมาเช็ดตัวให้ร่างสูงที่นอนซมอยู่ในห้อง
เมื่อก้าวพ้นบันไดขึ้นมาก็เห็นร่างโปร่งบางคุ้นตายืนอยู่หน้าประตูห้องนอน
คิ้วเรียวขมวดฉับอย่างไม่พอใจ
“พี่มาเยี่ยมพี่คังอินหรอครับ” น้ำเสียงเรียบๆที่ถามขึ้นทำให้อีทึกสะดุ้งสุดตัว
“เอ่อ...ใช่ พี่ได้ข่าวว่าคังอินไม่สบายหนัก ก็เลยจะมาดูสักหน่อย”
บอกพลางถอยหลังออกมา เมื่ออีกฝ่ายเดินแทรกเข้าไปยืนที่หน้าประตูแทน
“ทงเฮโทรบอกพี่ว่าอยู่ๆคังอินก็ทรุดลงกลางกองถ่าย พี่เลย...”
พูดได้แค่นั้นเมื่อเสียงน้ำเสียงห้วนจัดแทรกขึ้นกลางคัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พี่คังอินมีผมดูแลอยู่ทั้งคน ผมไม่ให้พี่เขาเป็นอะไรหรอก”
อีทึกมองหน้าน้องสุดท้องของวงอยู่อึดใจ
แววตาที่มองตอบกลับมาบอกชัดว่าเป็นศัตรูกับเขาจนเขาใจหาย
แทบจะถอยหลังกลับออกมา หากไม่คิดถึงคำพูดที่ซองมินบอกไว้กับเขา
//ถ้าเป็นคนที่ผมรัก ผมจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เสียเขาไป
จะทำให้เขารู้ว่าผมรักเขาแค่ไหน จะรั้งเขาไว้อย่างสุดกำลังที่มี
พี่...ทำเพื่อพี่คังอินแบบนั้นแล้วหรือยัง//
ใช่...เขาจะยอมถอยออกไปง่ายๆอย่างงี้หรือ เขาจะยอมเสียคังอินไปจริงๆหรือ
ไม่...สิ่งเดียวที่เขาสละให้ใครไม่ได้คือคนๆนี้เท่านั้น!!
“คยูฮยอน นายพูดถูกที่พี่อาจจะเสียสละแทบจะทุกอย่างให้น้องๆในวงเราได้
แต่สิ่งที่นายขอ พี่ให้ไม่ได้จริงๆ
นายจะขออะไรก็ได้จากพี่ แต่สิ่งเดียวที่พี่ให้ไม่ได้ คือหัวใจของพี่เท่านั้น”
“แต่ผมรักพี่คังอิน รักมากกว่าพี่ด้วยซ้ำ ผมทำเพื่อพี่คังอินได้ทุกอย่าง
แล้วพี่ล่ะเคยทำอะไรให้เขาบ้าง
สิ่งที่พี่ตอบแทนความรักของเขาก็คือความเสียใจเท่านั้นไม่ใช่หรือไง”
ตาเรียววาวโรจน์ขึ้นด้วยความโกรธ น้ำเสียงยิ่งกดต่ำจนน่าขนลุก
แต่อีทึกบอกกับตัวเอง เขาจะไม่ถอย
เพราะถ้าคราวนี้เขายอมถอย เขาอาจจะต้องเสียคังอินตลอดไป
“พี่รู้ว่าพี่อาจจะทำให้คังอินเสียใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่พี่ก็รักเขา
พี่จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า จริงๆแล้วพี่รักเขามากแค่ไหนให้ได้
พี่จะไม่มีวันปล่อยมือจากเขาแน่นอน”
“แล้วถ้าพี่คังอินเลือกผมล่ะ ถ้าพี่คังอินหันมารักผมแทน พี่จะปล่อยมือจากเขาไหม”
คำถามนั้นถึงกับทำให้อีทึกอึ้งไปเล็กน้อย หากก็ยังย้ำชัด
“ถ้าคังอินเลือกนายเพราะ “รักนาย” พี่จะปล่อยมือ
แต่หากว่าเขาเลือกนายเพราะความรู้สึกอื่น พี่จะไม่มีวันปล่อยเขาไปเด็ดขาด
พี่รักเขามากเกินกว่าจะเสียเขาไปได้
ที่ผ่านมาพี่อาจจะทำอะไรผิดพลาดกับคังอินไปบ้าง แต่มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
หากนายยังยืนยันจะไม่ปล่อยมือจากคนรักของพี่
ถึงเป็นนาย...พี่ก็จะไม่ไว้หน้าเหมือนกัน”
ทุกคำที่พูดออกไปย้ำชัดเจนคยูฮยอนหน้าเสีย
หากยังไม่ทันได้เถียงต่อ ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออก
“ยองอุน/พี่คังอิน” เรียกขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นร่างสูงยืนพิงเกาะขอบประตูไว้แน่น
แม้หน้าตาจะซีดเซียวอย่างหน้าเป็นห่วง แต่ประกายตากลับดูสดใสมีความหวัง
“นาย...พูดจริงหรือเปล่า จองซู”
“อืม” พยักหน้าเร็วอย่างต้องการให้อีกฝ่ายแน่ใจกับคำพูดทุกคำที่พูดออกไป
คังอินยิ้มให้น้อยๆ พลางวาดมือออกกว้าง
เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา เพียงพอแล้วจริงๆ
สำหรับคนที่แคร์เพื่อนร่วมวงมากมายอย่างอีทึก
ยอมประกาศตัวเป็นศัตรูกับน้องน้อยของวงที่ตัวเองรักหนักหนาเพื่อเขา
แค่นี้เขาก็ไม่ขออะไรอีกแล้ว แค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้เขารู้ว่า
คนที่เขาทุ่มใจรักก็รักเขาอย่างมากมายไม่แพ้กัน
ไม่ต้องบอกอะไรเพิ่มเติมอีก ร่างโปร่งก็โถมเข้าหาวงแขนแกร่งหนาหากแสนอบอุ่นเต็มๆ
น้ำตาหลั่งรินออกมาจากดวงตาคู่สวยอย่างหยุดไม่อยู่
“ฉันขอโทษยองอุน ขอโทษที่ทำให้นายเสียใจมาโดยตลอด
ฉันสัญญา ทุกคำพูดในวันนี้ฉันจะทำมันให้ได้จริงๆ” อีทึกย้ำอีกครั้ง
บอกทั้งกับตัวเองและคนรัก เขาจะต้องทำให้ได้
บทเรียนคราวนี้แพงอย่างสาหัสจนเขาต้องจดจำไว้เตือนตัวเองให้มั่น
ความรักเป็นสิ่งที่บอบบางและต้องทนุถนอม
หากเมื่อไหร่ที่เรามองข้ามและไม่ให้ความสำคัญกับมัน
เมื่อนั้นเราจะต้องสูญเสียความรักไป
“ฉันรักนายนะ ยองอุน รักที่สุด” ร่างสูงยิ้มรับคำรักนั้นไว้อย่างเต็มหัวใจ
วงแขนหนากระชับรอบร่างบอบบางแน่นขึ้นอีก
รู้สึกไหม...หัวใจที่เต้นเป็นคำๆเดียวกัน
“ฉันก็รักนาย จองซู”
.
.
.
.
.
ภาพความรักที่เหนียวแน่นทำให้มือที่สามที่อยู่ตรงนั้นต้องยอมถอยออกมา
ร่างสูงโปร่งลากขาลงไปจนถึงโซฟาในห้องนั่งเล่น พลางซุกตัวลงบนนั้น
ใบหน้าเรียวคมก้มลงแนบเข่าที่ตัวเองยกขึ้นมากอดไว้แน่น
ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านราวกับจะแตกสลายลงให้ได้
“คยู...” น้ำเสียงที่ทอดมาอย่างอ่อนโยนพร้อมมือนุ่มที่แตะเบาๆตรงหัวไหล่
ยิ่งทำให้ร่างทั้งร่างนั้นสั่นสะท้านยิ่งขึ้น
เสียงคล้ายกลั้นสะอื้นที่ลอดออกมาทำให้ซองมินตัดสินใจนั่งลงข้างๆ
“คยู...พอได้แล้วน่า” บอกแค่นั้นร่างสูงโปร่งก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนเต็มเสียง
เดือดร้อนถึงเจ้ากระต่ายที่ต้องรีบตะครุบปิดปากอีกฝ่ายไว้แทบไม่ทัน
“อย่าเสียงดังไปซี่ เดี๋ยวพี่อีทึกก็ได้ยินหรอก” เสียงใสกระซิบเบา
“ก็มันอดขำไม่ได้นี่ครับ ซองมินไม่ได้เห็นหน้าพี่อีทึกตอนบอกว่ารักพี่คังอินกับผมนี่นา
ตอนผมเห็นนะ กลั้นหัวเราะแทบตาย”
ใช่...หน้าตอนที่พี่อีทึกบอกว่ารักพี่คังอินและจะไม่ยอมเสียพี่คังอินให้กับเขาน่ะ
จะว่าน่าสงสารก็น่าสงสาร น่าแกล้งก็น่าแกล้ง
แบบว่าทำหน้าจะร้องไห้ด้วย โกรธด้วย ดูแล้วเขาแทบจะหลุดขำตั้งหลายที
ปั้นน่ากันจนจบแผนการได้นี่ก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“อย่านะ นายทำพี่อีทึกเสียน้ำตาตั้งหลายครั้ง นี่ยังโกรธไม่หายเลยนะ”
กระต่ายน้อยงอนเข้าให้ เล่นเอาคยูฮยอนเปลี่ยนโหมดแทบไม่ทัน
“อ้าว...ก็คนคิดแผนการนี้ขึ้นมาก็ซองมินกับทงเฮไม่ใช่หรอครับ ผมก็แค่ทำตามเท่านั้น”
บอกเสียงอ่อนๆพลางรั้งกระต่ายขี้งอนให้เข้ามาอยู่ในวงแขน
“แต่นายก็ทำได้ดีนะ เหมือนกับรักพี่คังอินจริงๆเลย”
คยูฮยอนหัวเราะเบาๆ รับรู้ถึงแรงเบี่ยงตัวออกน้อยๆของคนในอ้อมแขน
วงแขนแข็งแรงยิ่งกระชับแน่นขึ้น พลางกดจมูกโด่งเข้ากับแก้มเนียนใสของคนตรงหน้า
“จะโทษผมคนเดียวไม่ได้นะ แล้วใครให้ซองมินไปแพ้พนันทงเฮล่ะ
เห็นไหม ผมเลยต้องแสดงแทนเลย”
กระต่ายน้อยแอบอมยิ้มนิดๆกับคำแก้ตัวนั้น
ใช่...ก็เขาทนไม่ได้นี่นาที่จะเห็นพี่อีทึกไม่ให้ความสำคัญกับพี่หมีอ่ะ
มันก็ดีอยู่หรอกนะที่นางฟ้าอีทึกของพวกเขาจะดี จะแคร์พวกเขามากๆแบบนี้
แต่ไอ้อาการหมีเฉาที่ทุกๆคนในบ้านสังเกตเห็น (ยกเว้นหัวหน้าวงคนสวย) นั้น
ก็ทำให้พวกเขาอยู่อย่างสบายใจไม่ได้อีกต่อไป
แล้วคนที่คิดแผนการ “หวง” นี้ขึ้นมา
ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ไอ้หมวยของคิบอมนั่นเอง
เดือดร้อนถึงเขาและเจ้าไก่ที่ต้องมานั่งเล่นจับโพธิ์ดำดอกจิกกันทั้งคืน
เพราะไม่มีใครยอมรับบท “นางอิจฉา” ในแผนการนี้เลย
แล้วผู้โชคดีในวันนั้นก็คือซองมินนั่นเอง
ทำไมไอ้เรื่องดวงพนันขันต่อนี่เขาไม่เคยสู้ใครได้เลยนะ เฮ้อ...
“คยูจะไม่ทำก็ได้นี่” บอกออกไปทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจ
ว่ายังไงๆเจ้าเด็กนี่ก็ไม่มีวันให้เขาไปแสดงบทบาทสมมุตินั่นเด็ดขาด
แค่พี่คังอินแกล้งกอดเขาไม่กี่ทีก็โกรธจนเขาตามง้อแทบไม่ทัน
แล้วมีหรอจะปล่อยให้เขาไปแสดงบทเป็นคนรักกับใคร
“ซองมินก็รู้นี่นาว่าผมหวงซองมินแค่ไหน
นี่ก็พยายามทำให้มันสมจริงสมจังเพื่อจะให้มันจบลงเร็วๆ ผมคิดถึงซองมินจะแย่แล้วนะ”
ดูๆลูกอ้อนเจ้าเด็กนี่เข้า ทำเอาซองมินใจอ่อนไปกว่าครึ่ง
จริงสินะ เพราะแผนการเพื่อจะทำให้พี่อีทึกตาสว่างในคราวนี้
ก็ทำให้เขาต้องห่างกับคยูฮยอนตั้งนาน คิดแล้วก็อดสงสารคนรักของตัวเองไม่ได้
“ฉันก็คิดถึงนายเหมือนกันล่ะน่า”
บอกแล้วก็ต้องร้องออกมาเมื่ออีกฝ่ายกอดรัดเขาแน่นขึ้น
จนแทบจะจมหายไปกับอกกว้าง หากไม่ทันจะได้ร้องประท้วง
กลีบปากนุ่มก็ถูกประกบทับปิดกั้นเสียงร้องทั้งหมดเสียก่อน
กระต่ายน้อยดิ้นขลุกขลักอยู่ชั่วครู่ ก็ตัวอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟอยู่กับอกกว้าง
ในใจก็อดคิดไปไม่ได้ว่า
ท่าทางวันพรุ่งนี้จะไม่ใช่แค่พี่คังอินเท่านั้นที่จะลาหยุด
เขาเองวันพรุ่งนี้ก็คงต้องเตรียมลาหยุดเหมือนกัน
ถึงจะเหตุผลต่างกันก็เถอะนะ ^///^
.
.
.
.
.
แถมท้าย
“นี่คยู แล้วพรุ่งนี้เราจะบอกความจริงกับพี่คังอินและพี่อีทึกยังไงดีล่ะ”
กระต่ายน้อยเอ่ยถามพลางห่อไหล่เข้าหาตัว ในหัวอดจินตนาการไปถึงวันรุ่งขึ้นไม่ได้
ว่าหลังจากพวกเขาสารภาพเรื่องที่ทำไปโดย “รู้เท่าถึงการณ์”แล้ว
จะรอดจากยำรวมมิตรอุ้งตีนพี่หมีได้หรือเปล่า แล้วเขาจะโดนเหยียบจนเละ
แล้วถูกยัดใส่หม้อทำเป็นหม้อไฟกระต่ายป่าไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียวสันหลังวาบ
แง๊! ใครก็ได้ช่วยด้วย ซองมินยังไม่อยากตายยยย!!
“ไม่เห็นจะยากเลย” เสียงทุ้มนุ่มพร้อมจมูกโด่งที่กดลงมาข้างแก้มใส
ทำให้ซองมินหลุดจากจินตนาการสยดสยองของตัวเองทันที
ดวงตากลมสบตาคนรักอย่างมีความหวัง
หวัง...ว่าจะรอดจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนี้??
“พรุ่งนี้เช้า ซองมินก็เดินไปบอกฮยอกแจว่า พวกเราทุกคนไปสารภาพเรื่องทั้งหมด
กับพี่คังอินกับพี่อีทึกกันหมดแล้ว ขาดก็แต่ฮยอกแจคนเดียว
ให้รีบไปขอโทษพี่ๆเขาซะ เท่านี้...ก็เรียบร้อย”
คำบอกเล่าเรียบๆราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหลือเกินของคนรัก
ทำให้ซองมินถึงกับเบิกตากว้าง นั่นมันไม่ต่างอะไรกับการส่งไก่ไปให้หมีเชือดเลยนะ
“จะดีหรอคยูฮยอน”
“ดีสิ เพราะฮยอกแจเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ดังนั้นก็ต้องให้ออกโรงบ้าง
เพราะถ้าเปรียบพวกเรากับหนังสักเรื่อง ทงเฮก็เหมือนเป็นบทนำของเรื่อง
ซองมินก็เป็นโครงเรื่อง ดังนั้นเจ้าไก่นั่นก็ต้องเป็นบทสรุปของเรื่อง ถูกไหม?”
เอ...หรืออาจจะเป็นจุดจบของเรื่องหรือของชีวิตเจ้าไก่เอ๋อนั่นก็ได้
คยูฮยอนคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป แล้วก็แอบยิ้มร้ายเมื่อกระต่ายท่าทางจะเชื่อสนิท
“แล้วพวกเราล่ะ?” กระต่ายน้อยเอียงคอถาม
เพื่อเปิดทางให้ริมฝีปากของอีกฝ่ายเลาะเล็มไปตามซอกคอขาว
“ก็ไปเที่ยวกัน พรุ่งนี้เราก็เข้าบริษัทกันเลทหน่อย
แล้วค่อยหาเวลาพูดกับพี่อีทึกกับพี่คังอินทีหลังก็ได้”
หลังจากมั่นใจว่าพี่คังอินจะเย็นลงแล้วน่ะนะ ได้เจ้าไก่ไปชิมลางก่อน
น่าจะสงบลงเยอะละน่า “โอเคนะครับ ซองมิน”
คำตอบที่ได้รับคือการพยักหน้าเร็วจากคนหน้าหวาน
ซองมินเลื่อนเข้าไปเบียดซบอกกว้างของคนรักอย่างสบายใจ
คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรเพราะพี่คังอินกับพี่อีทึกก็เอ็นดูฮยอกแจมากพอดู??
ไม่น่าจะถึงขนาดมีการฆาตกรรมไก่ขึ้นในบ้านได้
เมื่อคิดว่าปัญหาทุกอย่างคลี่คลายได้ความง่วงก็เริ่มเข้าครอบงำ
อีกทั้งร่างกายก็เหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าเพราะความเอาแต่ใจของใครบางคน
ที่โอบรัดตัวเขาไว้ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเมื่อกี๊นี้
ดวงตากลมจึงค่อยๆหลับพริ้มลงอย่างมีความสุข
เห็นคนรักในอ้อมแขนหลับสบายก็พลอยทำให้ง่วงตาม
เปลือกตาคมหรี่ปิดลงพลางกระชับร่างนุ่มในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น
คยูฮยอนบอกตัวเองว่าวันนี้เขาควรจะพักสักที เรื่องต่างๆไว้ให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้เถอะ
หากก็ไม่ลืมเตือนตัวเอง พรุ่งนี้เช้า...เขามีเรื่องสำคัญมากๆต้องทำ!!
อืม...
เขาจะโทรไปเรียกรถพยาบาลหรือรถปอเต็กตึ้งมาเตรียมไว้ให้เจ้าไก่ดีนะ ^ ^
++++++++++++++++++++
END