Just-Game





ร่างสูงใหญ่สมส่วนนั่งจมอยู่กับตัวเองนานจนไม่ได้สังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้าง
ในมือถือแก้วน้ำสีอัมพันที่เหลืออยู่เพียงก้นแก้วไว้แน่น เสียงถอนหายใจหนักหน่วง
ทอดยาวก่อนจะใช้มือข้างว่างเอื้อมคว้าขวดเหล้ามาเตรียมรินใส่แก้วเพิ่ม
คงจะทำสำเร็จหากไม่มีมือเล็กๆคว้าขวดนั้นไปเสียก่อน



“พี่จะเป็นแบบนี้อีกนานไหม?”



คนที่กล้าขึ้นเสียงกับเขาในชีวิตมีเพียง 2 คนเท่านั้น
คนแรกคือคนที่อยู่ตรงหน้า และอีกคน...คือคนที่จากเขาไปเกือบจะ 2 เดือนเข้าไปแล้ว

“พี่คิดว่าการเอาแต่กินเหล้าทั้งวันทั้งคืนของพี่จะทำให้อะไรดีขึ้นหรือไง”

“แล้วจะให้พี่ทำยังไง” เสียงทุ้มแหบต่ำโต้สวนกลับมา เฮนรี่กัดปากตัวเองแน่น

“พี่ก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ว่าต้องทำยังไงแล้ว ทำไมพี่ไม่เลือกที่จะทำ
ทำไมต้องมานั่งทำร้ายตัวเองแบบนี้ด้วย”

“พี่ไม่รู้” ใบหน้าคมแหงนเงยพิงพนักโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน
เปลือกตาคมปิดลงเหมือนจะปิดกั้นการรับรู้ทุกอย่าง

“พี่รู้...พี่เป็นแบบนี้เพราะพี่กำลังเสียใจ เสียใจกับเกมส์ที่ตัวเองสร้างขึ้น
เสียใจที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่พี่ต้องการ แต่ที่สำคัญที่สุด” เฮนรี่เงียบไปนิดหนึ่ง



“พี่เสียใจ...เพราะพี่เสียคยูฮยอนไป พี่...รักเขาใช่ไหม”




เหมือนถูกน้ำกรดสาด ร่างสูงสะดุ้งขึ้นมาสุดตัว
ตาคมตวัดมองหน้าคนที่เป็นราวกับน้องชายแท้ๆนิ่ง

“ไม่....ความรักมันไม่มีอยู่จริง” เฮนรี่แทบอยากจะเอาขวดเหล้าในมือฟาดหัวร่างสูง
ที่จ้องเขาเขม็งนี่สักที เผื่อไอ้ทิฐิที่มันสะสมอยู่จะละลายออกมากับเลือดบ้าง

“แล้วที่พี่เป็นอยู่นี่คืออะไร ตั้งแต่วันที่คยูฮยอนไปพี่ก็ไม่เหมือนเดิม
เอาแต่กินเหล้า ขลุกอยู่ในห้องแบบนี้ พี่จะเรียกมันว่าอะไรถ้าพี่ไม่ได้กำลังอกหัก
อกหักเพราะพี่รักคยูฮยอน”

“พี่...” เถียงไม่ออก เพราะเขาก็ให้นิยามในสิ่งที่เขากำลังเป็นไม่ได้เหมือนกัน
รู้เพียงแต่ว่าเจ็บ เจ็บจนไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น
ในหัววนเวียนเพียงคำพูดสุดท้ายของคยูฮยอนที่บอกเขาก่อนจะจากไป
อยากลืม...ก็ลืมไม่ได้ อยากลบให้หมด..แต่มันก็ยิ่งติดตรึงในใจแน่นเข้าไปทุกที

“พี่ซีวอน” โซฟาข้างตัวยวบลงพร้อมทั้งหัวทุยเล็กเอนมาซบตรงไหล่หนา
“ผมรู้ว่าพี่ไม่เคยเชื่อใน “ความรัก” แต่ถึงพี่จะปฏิเสธยังไง มันก็เกิดขึ้นกับพี่แล้ว”

ตาเรียวช้อนมองใบหน้าคมคร้ามที่ซูบซีดลงหากไม่ได้ลดความหล่อเหลาลงเลยสักนิดนิ่ง

“คราวนี้พี่ต้องเลือกเองแล้วว่าจะไปทางไหน ระหว่างปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
โดยไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย หรือพี่จะลองพยายามสักครั้ง
เลวร้ายที่สุดพี่ก็แค่ไม่มีใคร...เหมือนเดิม”
ดวงตาคมหรุบลงต่ำสบตาเรียวใสฉายแววเศร้านิดหนึ่ง

“แล้วนายล่ะ เลือกทางไหน”

“ผมเลือก...ที่จะพยายามอีกครั้ง คราวนี้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงผมก็จะไม่เสียใจ
เพราะผมได้พยายามถึงที่สุดแล้ว ความรักของผม...ผมวางเดิมพันด้วยหัวใจที่ผมมี”
ทั้งๆที่นัยน์ตาคู่นั้นเศร้าหมองหากแต่กลับเด็ดเดี่ยวจนซีวอนอดทึ่งไม่ได้

“ทำไม?” ใบหน้ากลมเอียงคอพลางยิ้มน้อยๆกับคำถามของเขา





“เพราะผมอยากจะมี “ความรัก” และอยากจะมี “ความสุข” ครับ”




.
.
.



เฮนรี่จากไปแล้ว ถ้อยคำสุดท้ายที่ทิ้งไว้คือคำถามที่ซีวอนรู้คำตอบดียิ่งกว่าใคร
แต่เขากลับเลือกที่จะหลบเลี่ยงมาตลอด


//แล้วพี่ล่ะซีวอน พี่อยากจะมี “ความรัก” และ “ความสุข” บ้างไหม//



ถ้อยคำของเฮนรี่สะท้อนก้องในหัวไปมา
ปะปนกับคำพูดของใครคนหนึ่งที่ไม่เคยลบเลือนจากใจ





//ความสุขงั้นหรอ...มันไม่มีอยู่จริงหรอก
ถ้านายมีสิ่งที่ว่านั่น แบ่งมันมาสิ...แบ่งมาให้ฉัน//




//ผมจะแบ่งให้คุณได้ยังไง ในเมื่อคุณแย่งชิงไปจากชีวิตผมจนหมดแล้ว//


...ฉันจะแย่งมันไปจากนายได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้ฉันยังหามันไม่เจอเลย...คยูฮยอน...




//คุณเหยียบย่ำมันจนไม่มีเหลือ ไม่ว่าความสุขที่ผมเคยได้จากพี่จุมยอก...หรือจากคุณ//


...ฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้วเหมือนกัน ไม่เหลือแม้แต่นาย...




//สุดท้าย...คุณก็ไม่เคยถอดหน้ากากออกเลยสินะ//






ไม่เคย...ใช่ ตั้งแต่ถูกแม่ทอดทิ้งให้เป็นเด็กเหลือขอเร่ร่อนอยู่ข้างถนน
เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวซวย เกิดมาก็ทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก
หัวใจของเด็กวัยเพียง 8 ขวบจึงกร้าวกระด้าง ในโลกแห่งความโสมมโหดร้าย
ทำให้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอดไปให้ได้ ไม่ว่าจะขโมย วิ่งราว เป็นเด็กส่งยา
อะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงินเพื่อประทังชีวิต

จนอายุได้ 12 ปี เขาก็ได้พบกับเจ้าของโฮสต์คลับแห่งหนึ่ง
ถึงจะเป็นการพบกันที่ไม่น่าประทับใจนัก
เพราะเขาไปวิ่งราวกระเป๋ามาแต่ถูกจับได้ในที่สุด
แต่โอนเนอร์ก็ไม่ได้แจ้งความจับเขา
แต่กลับชักชวนเขาให้เข้าทำงานที่คลับแห่งหนึ่งด้วย
โดยเริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟก่อน สุดท้ายก็มาเป็นเขาอย่างทุกวันนี้

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีสักครั้งที่เขาจะถอดหน้ากากที่สวมใส่อยู่ออก
ผู้คนที่พบเจอสอนให้รู้จักความโหดร้ายนาๆประการ การแย่งชิง หลอกลวง ร้ายกาจ
คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดต่อไปได้ คนอ่อนแอจะพ่ายแพ้และถูกกำจัดออกไป
หัวใจจึงสะสมไว้เพียงเรื่องเลวร้าย ทำให้หยาบกระด้าง เย็นชา เลือดเย็นราวกับไม่มีหัวใจ


หากแต่เพียงเพราะคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเพียงเดือนเดียวก็พลิกโลกของเขาให้กลับด้าน
ทำให้คิดจะทำในสิ่งที่ปฏิเสธมาตลอดชีวิต

คิดถึง...ในสิ่งที่ตัวเองเคยบอกว่า...ไม่มีอยู่จริง



ดวงตาคมหรี่ปิดลงอีกครั้ง คำพูดของเฮนรี่เรียกสติเขาให้กลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ




//สุดท้าย...คุณก็ไม่เคยถอดหน้ากากออกเลยสินะ//






...นาย...ยังต้องการคำตอบจากฉันอยู่หรือเปล่า...คยูฮยอน…




.
.
.



ขายาวๆก้าวไปตามทางเดินอย่างเชื่องช้า
ใบหน้าคมแหงนเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มฉาบสีดำ
อีกวันแล้วที่พาตัวเองขลุกอยู่ในห้องสมุด เพื่อนฝูง หรือแม้แต่กีฬาที่โปรดปราน
ทำทุกอย่างให้ยุ่ง ให้ไม่มีเวลา ให้วันๆหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วที่สุด
ให้ร่างกายไม่ได้หยุดพัก ให้เหนื่อยล้า ค่ำคืนที่แสนยาวนานจะได้ผ่านไปโดยง่าย
ไม่อยากคิดถึง ไม่อยากหวนไปอีก แต่เพียงวูบเดียวที่ปล่อยให้จิตใจว่างเปล่า
ภาพของร่างบอบบางที่ทรุดตัวนั่งลงอย่างหมดแรงท่ามกลางสายฝนก็ปรากฏเข้ามาในหัว


//ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมยอมรับ...ช่วงแรกๆผมหลอกพี่เพราะเกมส์ก็จริง
แต่ต่อมามันไม่ใช่ ผมรักพี่...รักพี่จริงๆนะพี่จุมยอก//


//ไม่...ไม่นะ พี่จะโกรธผมก็ได้ แต่อย่าทำแบบนี้ ผมขอโทษพี่จุมยอก...ขอโทษ//



ทั้งๆที่บังคับให้ตัวเองลืมให้ได้ แต่หัวสมองกลับยิ่งจดจำภาพนั้นลึกจนลบไม่ออก
มันผสานไปหมด ทั้งผิดหวัง เสียใจ รู้สึกว่าตัวเองโง่เหลือเกินที่ถูกหลอก
หลอกโดยคนที่คิดจะดูแลไป...ชั่วชีวิต

หากยิ่งระยะเวลาที่ผ่านเลย หัวใจก็ยิ่งอ่อนลงเรื่อยๆ
อยากจะเชื่อในคำพูดที่ตะโกนไล่หลังเขาในวันนั้น อยากจะเชื่อ แต่...คงสายไปแล้วสินะ



“คุณครับ...สนใจจะซื้อผมสักคืนไหม?”



เสียงใสเอ่ยทักจากทางด้านหลัง
คุ้นมากจนต้องหันกลับไปมองแล้วก็ตะลึงค้างอยู่อย่างนั้น

“ผมเป็นโฮสต์อันดับหนึ่งของคลับชื่อดังเชียวนะ แต่ผมจะเลิกแล้วล่ะ”

ร่างบอบบางในชุดสูทสีขาวเดินเข้ามาใกล้ ที่อกเสื้อมีกุหลาบแดงเสียบไว้ 1 ดอก
เป็นสัญลักษณ์ของโฮสต์จากคลับชั้นสูงแห่งหนึ่งในย่านดัง
ใบหน้าที่แต่งแต้มไว้ด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ ริมฝีปากเคลือบกลอสบางๆ
ดูสวยบอบบางจนแทบจะหยุดหายใจ

“ทำไมล่ะ?” ถามออกไปทำไมจุมยอกก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
อาจจะเป็นเพราะดวงตาเรียวหวานที่มีแววสั่นไหวน้อยๆนั่นก็ได้

“เพราะผมทำผิดไว้กับคนๆหนึ่ง....มาก ผมหลอกลวงเขา เห็นเขาเป็นของเล่น
อยากให้เขาเจ็บปวด เพราะผมไม่เคยเชื่อ...ว่าความรักมันมีอยู่จริง
แต่...เขาสอนให้ผมรู้จักที่จะรัก รู้จักความอ่อนโยน ผมก็เลยจะเลิกทำงานแบบนี้”

“เพื่อเขาคนนั้น?” รอยยิ้มน้อยๆคือคำตอบที่ได้รับกลับมา

“ครับ...เพื่อเขา คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะทำงานนี้ แล้วผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที”
มือบางเกี่ยวเอาดอกกุหลาบในกระเป๋าเสื้อยื่นไปให้คนตัวสูงกว่า

“คุณ...จะไปกับผมไหมครับ” ดวงตาเรียวสั่นไหว
ไม่น้อยไปกว่ามือที่หยิบยื่นดอกกุหลาบให้เลย จุมยอกหรุบตาลงต่ำ
เสียงทุ้มเอ่ยถามคำถามสุดท้ายที่ค้างคาอยู่ในใจ

“นี่เป็นเรื่องจริง...หรือเป็นเกมส์ที่นายสร้างขึ้นมาใหม่กันแน่...เฮนรี่”
แววตาตระหนกตอบคำถามเขาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
เฮนรี่สั่นหน้าจนเส้นผมที่จัดแต่งมาอย่างดีกระจายตามแรงสะบัด



“ไม่...ผมจะไม่มีวันโกหกคุณอีก...ไม่มีวัน”




เท่านั้นเองน้ำตาก็ไหลพรากลงมาเมื่อได้รับรอยยิ้มบางๆจากเรียวปากได้รูป
ดวงตาคมทอดมองเขาอย่างอ่อนโยนลง พร้อมกับกุหลาบในมือถูกดึงออกไป





“พี่จะลองเชื่อนายอีกสักครั้งได้ใช่ไหม”




.
.
.



“คยูฮยอน...สดชื่นหน่อยสิ”
เสียงเรียกเบาๆข้างตัวเรียกสติของเด็กหนุ่มให้กลับมาอีกครั้ง
หลังจากที่นั่งจมนิ่งอยู่ในโซฟาอยู่นานจนเพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆทนไม่ได้
อุตส่าห์พามาเที่ยวทั้งที มานั่งเหมือนร่างไร้วิญญาณแบบนี้ไม่ถูกใจซองมินเอาเสียเลย

“ขอโทษ” ยังดีหน่อยที่รู้จักตอบ ซองมินจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ

“อย่าคิดมากเลยนะคยูฮยอน คิดซะว่านายกับพี่จุมยอกไม่ใช่คู่กันก็แล้วกันนะ
คนดีๆยังมีอีกตั้งมากมาย ในโลกนี้ไม่ได้มีพี่จุมยอกดีคนเดียวเสียหน่อย...เนอะ”

แปลก...ที่ชื่อๆนี้กลับไม่มีผลต่อคยูฮยอนสักเท่าไหร่แล้ว
อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาจบกันด้วยความเข้าใจก็เป็นได้
ถามว่าเสียใจไหม แน่นอนคยูฮยอนเสียใจ
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้เขาก็เลือกทางนี้อยู่ดี

หากใครอีกคนหนึ่งต่างหากที่ทำให้เขาจมอยู่กับความคิดครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งๆที่เดินออกมาเอง แต่กลับไม่มีสักวันที่จะลบใครคนนั้นได้หมดจากหัวใจ


ถาม...รักหรือเปล่า คยูฮยอนตอบได้ทันทีว่า...ไม่



แต่อะไรบางอย่างกลับทำให้ผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
ทั้งๆที่เป็นความป่าเถื่อน โหดร้าย หลอกลวง เป็นแค่เกมส์ๆหนึ่ง
แต่ระยะเวลาก็สร้างสายใยที่เรียกว่าความผูกพันให้ยากที่จะดิ้นหลุดออกมาได้


อีกนานแค่ไหน...ถึงจะลืมได้หมดนะ



“นี่อุตส่าห์พาออกมาเปิดหูเปิดตานะ อย่าทำหน้าเศร้าแบบนี้สิ เดี๋ยวก็กร่อยหมดหรอก”
ได้ลูกคู่สนับสนุนเป็นเพื่อนในกลุ่มอีก 4-5 คน คยูฮยอนจึงค่อยๆยิ้มบางๆให้

“ใช่...ทิ้งความทุกข์ไว้ข้างหลังบ้างเถอะ ออกไปแด๊นซ์กันดีกว่าน่า”
รยออุคที่นั่งอยู่ตรงข้ามพยายามดึงให้คยูฮยอนลุกขึ้นจากโต๊ะไปจนได้
ตามด้วยซองมินที่คอยดันหลังจนร่างเพรียวไปยืนอยู่กลางฟลอร์
ที่มีกลุ่มนักเที่ยวหลายกลุ่มกำลังเต้นกันอย่างเมามันตามจังหวะเพลงเร้าใจ

คยูฮยอนยอมไหลไปตามน้ำสักพักก็ค่อยๆล่าถอยออกมา
ปล่อยให้เพื่อนๆสนุกกันบนฟลอร์ต่อไป ตัวเองก็ถอยร่นกลับมาที่โต๊ะที่เคยนั่งจมอยู่
หากแต่นั่งไปสักพักก็ต้องลุกขึ้น เพราะยิ่งดึกบรรดานักเที่ยวก็เริ่มพรั่งพรูเข้ามา
กลิ่นเหล้าและกลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้ง เสียงเพลงยิ่งดังกระหึ่มเร้าสัญชาติญาณ
บรรยากาศเริ่มอึดอัด อีกครั้งที่ร่างกายต้องการอากาศที่บริสุทธิ์
ร่างบางจึงค่อยๆถอยร่นออกไปจนพบประตูทางออกคับแคบหลังร้าน

เปิดออกไปคราวนี้กลับไม่ได้เจอผนังตึกสูงเก่าคร่ำ
หากเป็นซอยเล็กๆที่มองออกไปเห็นถนนอยู่ไม่ไกลนัก
บรรยากาศดูเงียบสงบต่างจากในร้านอย่างสิ้นเชิง อาจจะเป็นเพราะดึกมากแล้ว
นานๆทีถึงได้ยินเสียงรถวิ่งผ่านไปสักคัน แต่คยูฮยอนก็ไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก
ร่างบางลัดเลาะไปตามซอยเล็กๆ ตากลมแหงนมองดูดาวที่สว่างไสวอยู่เหนือหัว
สวย...จนอยากจะไขว่คว้ามาให้ได้ สายลมอ่อนๆโชยผ่านให้ความสดชื่น


เหมือน...คืนนั้นไม่มีผิด เพียงแต่ต่างสถานที่และเวลากันเท่านั้น



ทำไมถึงยังคิดถึง...คยูฮยอนตอบตัวเองไม่ได้
ทำไมถึงยังฝังใจ...คยูฮยอนก็ไม่รู้เหมือนกัน


เพียงแต่หัวใจเจ็บแปลบแปลกๆทุกครั้ง...ที่คิดถึง
เจ็บร้าวทุกครั้ง...ที่บังคับให้ตัวเองลืม




ยิ่งปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องรักษาเยียวยา...
ก็เหมือนกับว่าเวลาจะยิ่งจารึกทุกอย่างให้ลึกลงไป

ต้องใช้เวลาอีกสักเท่าไหร่...ต้องทนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน...
ถึงจะลืมได้หมดใจเสียที...



“เท่าไหร่?”




เสียงทุ้มต่ำแทรกเข้ามาในห้วงของความคิดทำให้ร่างเพรียวสะดุ้งตกใจ
คยูฮยอนหันขวับไปตามต้นเสียงทันที
แล้วตาคู่โตก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อหันไปเห็นร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างหลังชัดเจน

“..................”

“คิดจะโก่งค่าตัวหรือไง” รอยยิ้มร้ายผุดขึ้นจากริมฝีปากได้รูปสวย
ตาเรียวคมกริบดำสนิททอดมองมาที่ใบหน้าหวานนิ่ง

“ผม...ผมไม่ได้ขายตัว” คำตอบตะกุกตะกักเพราะก้อนอะไรร้อนๆวิ่งรื้นมาที่คอ
ตายังคงจับจ้องคนที่ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนยืนประจันหน้ากันในระยะกระชั้นชิด


ไม่จริงใช่ไหม...นี่เขากำลังฝันไปหรือเปล่า



“งั้นหรอ” รอยยิ้มยิ่งกดลึก...ดูร้ายกาจ
ดวงตาที่จับจ้องนั้นราวกับจะดูดกลืนคยูฮยอนเข้าไปทั้งตัว


“แต่ฉันขาย...สนใจไหม”



“คุณ...ขายอะไร”
ทำไมถึงปล่อยให้มือแกร่งของอีกฝ่ายดึงมือตัวเองเข้าไปจับไว้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
หากที่คยูฮยอนทำได้ในตอนนี้ก็คือมองสบกับดวงตาคมกริบล้ำลึกคู่นี้ไว้เท่านั้น
บังคับตัวเองไม่ได้ ถอนสายตาไม่ได้ ราวกับติดอยู่ในมนตราของคืนพระจันทร์เต็มดวง



“หน้ากาก...หน้ากากที่ฉันไม่เคยคิดจะถอดออกเลยตลอดชีวิต”




รอยยิ้มแย้มกว้างขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าหล่อคมดูละมุนลง
ไม่เคยสักครั้งที่คนตรงหน้าจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน
อดถามตัวเองไม่ได้ นี่เขาคิดมากจนเก็บมาเพ้อเห็นภาพลวงตาหรือเปล่า
แต่สัมผัสอบอุ่นที่กอบกุมมือไว้ก็ย้ำชัดว่า...นี่คือเรื่องจริง

“อาจจะหลายอันสักหน่อย...แต่ถ้านายซื้อ ฉันจะขายทั้งหมด”

เท่านั้นเอง ภาพรงหน้าก็พร่าเลือนเพราะน้ำตาเอ่อมาคลอกลบภาพตรงหน้าจนหมด
คยูฮยอนกระพริบให้น้ำตารินไหลออกมาตามร่องแก้มขาวเพื่อให้เห็นภาพตรงหน้าชัดขึ้น
อยากจะเห็นให้ชัด อยากตอกย้ำให้รู้ว่า...เขาไม่ได้ฝันไป

“แพง...แพงไหม” สะอื้นถามเสียงสั่น ก่อนร่างบางจะถูกกอดรวบเข้าไปไว้ในอกกว้าง
คยูฮยอนยอมซุกหน้าอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้น้ำตารินไหลไปเรื่อยๆ

“แพง...เพราะสิ่งที่จะซื้อได้ คือ “ความรัก” และ “ความสุข” เท่านั้น นายมีให้ฉันไหม...”

“ไม่...ไม่มี” ใบหน้าหวานส่ายปฏิเสธไปมาตรงอกเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทราคาแพง
หากมือบางกลับจับขยุ้มชายเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น


“ผมจะให้คุณได้ยังไง ในเมื่อคุณแย่งชิงไปจากชีวิตผมจนหมดแล้ว”



ตอบออกไปก็รู้สึกถึงวงแขนแข็งแรงที่รัดแน่นขึ้น
แนบแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นช้า...ชัดอยู่ข้างใบหู คนๆนี้..มีหัวใจแล้วใช่ไหม

“งั้นนายต้องหามาใหม่ หามาให้ฉันให้ได้”
เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่นในประโยคสุดท้าย ราวกับเป็นคำสัญญา...จากหัวใจ


“ฉันจะรอ...แล้วฉันจะถอดหน้ากากทั้งหมด...ให้นาย”



คยูฮยอนหลับตาลง รับคำสัญญานั้นไว้เต็มหัวใจ
มือบางกอดเกี่ยวคนที่ยังกอดเขาแน่นไว้
กอดให้แน่น...ให้รู้ว่าต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือคู่นี้ไปเด็ดขาด

“นี่...ไม่ใช่เกมส์ใช่ไหม” ถามออกไปก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำหัวเราะเบาๆ

“เปล่า...มันคือเกมส์” เท่านั้นเอง ร่างเล็กบางก็ผละออกจากวงแขนหนาทันที
หากก็แค่ช่วงฝ่ามือเท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ยินยอม
ตาโตตวัดขึ้นมองใบหน้าคมที่ห่างแค่คืบทั้งๆที่น้ำตายังคลอตา
ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น สายตาตัดพ้อยิ่งทำให้รอยยิ้มร้ายเปิดกว้าง
หากคำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากได้รูปสวยกลับทำให้ใจเต้นกระหน่ำแรง


“ระยะเวลา...คือตลอดชีวิต เกมส์ที่จะเล่นเดิมพันด้วยหัวใจเท่านั้น
นายไม่สนใจจะมาเล่นกับฉันสักหน่อยหรือ...คยู”



ใบหน้าหวานซับสีเรื่อขึ้นทันตา ใบหน้าหวานดูโกรธขึ้งทั้งๆที่แก้มยังแดงปลั่ง
คงเพราะโมโหที่ถูกยั่วหยอกเล่น
มือบางขยับยกขึ้นดึงปกเสื้อของร่างสูงให้ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้
จนประสานสายตากันในระยะกระชั้นชิด

“เกมส์นี้...ผมจะไม่ยอมแพ้คุณหรอกนะ...ซีวอน”
ดวงตาคมพราวระยับเมื่อได้ยินเสียงหวานเอ่ยชื่อตัวเองออกมา
อดไม่ได้ที่จะแนบริมฝีปากลงกับกลีบปากอิ่มเบาๆครั้งหนึ่ง
รู้สึกดีกับคำเรียกขานชื่อที่เขารอคอยมาตลอด ในที่สุด...ก็ได้ยินเสียที

“แล้วฉันจะคอยดู...” ระยะเวลาคือ...ตลอดชีวิต
ยังมีเวลาอีกมากมายที่จะให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ที่จะช่วยกันค้นหา “ความรัก” และ “ความสุข” ร่วมกัน





เพราะหากว่ามันเป็นเกมส์...
เกมส์ๆนี้ก็คงจะน่าสนุกที่สุด...เพราะใช้หัวใจของคนสองคนเป็นเดิมพัน







เกมส์บทใหม่...กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว






END.




@~Talk~@


อ่า…จบจนได้ รู้ซะทีเนอะว่าสุดท้ายหนูคยูของเราคู่ใคร ถูกใจใครบ้างยกมือขึ้น ^ ^
เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวของดาคูชิอีกเรื่องหนึ่ง
คิดๆอยู่หลายครั้งว่าจะเขียนเรื่องนี้จนจบได้ไหม
แต่ก็ลากกันมาจนจบได้ เพราะกำลังใจของบรรดาเพื่อนๆ
ที่คอยไต่ถาม ตามทวง(อันนี้ใครเอ่ย?) และให้กำลังใจกันตลอด
ดาคูชิขอขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ ซาบซึ้งๆ  ^w^

ช่วงนี้ดาคูชิมีโปรเจคจะเขียนฟิควาเลนไทน์ฉลองวันเกิดให้น้องคยู
แต่ก็วุ่นวายเหลือเกิน ไม่รู้จะสำเร็จไหม เอาใจช่วยด้วยนะคะ ^ ^


ยังไงก็เชิญหนุกหนานกันตามสบายค่ะ ^-^