@~Talk~@
โอ...ฟิคอบอุ่น? เรื่องแรกในชีวิต แต่งจบก็อดปลื้ม(คนเดียว)ไม่ได้ ^^
เป็นคู่ที่เราใฝ่ฝันและฝันใฝ่จะแต่งมาตลอดเลยจริงๆ(ทำท่าเพ้อฝัน)
ไม่รู้จะถูกใจบรรดาแม่ยกทั้งหลายบ้างหรือเปล่า
แต่...เราชอบบบบบบบบบ >O<
หากคู่นี้ไม่ถูกใจใครก็ขออภัยไว้ล่วงหน้า แล้ววันหน้าวันหลัง
“เราจะแต่งมาให้ท่านอ่านกันอีกแน่นอน” *เหอๆๆๆๆๆๆๆ*
ฟิคเรื่องนี้ Part เดียวจบค่ะ รีบมาแปะก่อนหนีหายไปอีกนาน 5555555
เชิญหนุกหนานกันตามสบายค่ะ ^-^
.
.
.
.
.
[SF] เพียงเรา...เข้าใจ [..??..x..Kyu..]
“พักกอง 15 นาที” เสียงคำสั่งพักที่ดังขึ้นทำให้คยูฮยอนอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ทั้งๆที่ผู้กำกับก็มีน้ำเสียงติดจะโหดด้วยซ้ำ แต่ในเวลาแบบนี้
เสียงนั้นกลับเพราะราวกับเสียงสวรรค์สำหรับเขาเลยทีเดียว
คิดพลางทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน
รู้สึกมึนหัวหนักจนต้องยกมือขึ้นมาคลึงที่ขมับเบาๆ
“หน้านายซีดมากเลยนะคยู เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
เสียงหวานใสที่ทักขึ้นทำให้น้องสุดท้องของเอสเจต้องเงยหน้าขึ้นมอง
ก่อนจะบอกตัวเองให้ยิ้มรับออกไปให้ได้ แม้มันจะยากเย็นเต็มทีแล้วก็ตาม
ยิ้มสิ คยูฮยอน...อย่าทำตัวให้เพื่อนๆเป็นห่วงกันนักเลย
แค่นี้...นายก็เป็นภาระกับคนอื่นๆมากพอแล้วไม่ใช่หรือไง
“ไม่...ไม่เป็นไรครับ ผมแค่...เหนื่อยนิดหน่อย”
บอกแล้วก็ต้องหลบดวงตากลมโตที่เขม้นมองมาอย่างจับผิด
ซองมินเบ้ปากเล็กน้อย หนอยแน่ะ...เจ้าเด็กนี่
โกหกใครได้ก็โกหกไปเถอะ แต่อย่าหวังว่าซองมินคนนี้จะเชื่อเลย
ยิ้มทั้งๆที่หน้าซีดปากซีดจนขาวขนาดนี้ ยังจะปากแข็งอยู่อีกนะ
“อย่ามาโกหกฉันนะคยู ไม่เอาล่ะ...ฉันจะบอกผู้กำกับให้ส่งนายกลับได้แล้ว
ยังไม่หายดีก็ต้องมาโหมงานหนักขนาดนี้ เกิดทรุดลงไปอีกใครจะรับผิดชอบ”
กระต่ายน้อยโวยใส่ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ฮึ่ย...ทำไมถึงใจร้ายกับน้องเล็กของพวกเขาแบบนี้นะ
คยูฮยอนยังไม่ทันจะหายดีแท้ๆ ก็ต้องฝืนลากสังขารมาทำอัลบั้มใหม่กับพวกเขาซะแล้ว
จริงอยู่ที่น้องอาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการเต้นกับพวกเขาเลย ถึงมีก็น้อยมาก
แต่คยูฮยอนก็ต้องมาร่วมซ้อมกับพวกเขาด้วยทุกครั้ง โดยมิสเตอร์อีให้เหตุผลว่า
จะได้รู้จังหวะการเข้า-ออก และแม่นยำในเนื้อเพลงให้มากที่สุด
ทั้งที่จริงๆแล้ว พวกเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะจำเป็นขนาดนั้นเลย
คยูฮยอนเป็นเด็กหัวดีและมีความตั้งใจสูง น่าจะรับผิดชอบตรงจุดนั้นได้อยู่แล้ว
แต่ที่ไม่ท้วงอะไรกันมากมายก็เพราะคิดว่าระยะเวลาคงจะไม่นานเท่าไหร่
แต่ที่ไหนได้ ระยะเวลาที่ว่านั่นกลับยาวนานจนปาเข้าไปเกือบจะสามเดือนแล้ว
แล้วยัง...ยังวันนี้อีก
ที่มาซ้อมถ่ายทำกับสถานที่จริงกันตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นจนเกือบจะตรงหัวเข้าไปแล้ว
แถมอากาศก็ยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ฝุ่นควันของดิน กลิ่นอับของอาคารร้าง
เจอเข้าไปแบบนี้ ขนาดพวกเขายังรู้สึกไม่สบายตัวจนแทบจะทนไม่ไหว
แล้วจะนับประสาอะไรกับไอ้คนป่วยที่ควรกายภาพอยู่ที่โรงพยาบาล
คยูฮยอนไม่ล้มตึงลงไปตั้งแต่สามวันแรกนี่ก็เรียกว่าบุญเท่าไหร่แล้ว
“ไม่ต้องหรอก ผมยังไหวจริงๆ แค่พักสักหน่อยเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้นเอง”
ฝืนบอกออกไปทั้งๆที่ความจริงแล้ว ตอนนี้เขาเหนื่อยจนแทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่
เพราะฝืนขีดจำกัดของร่างกายมายาวนานเกินไป
ทำให้ร่างกายเริ่มแสดงอาการประท้วงออกมา
ว่าเขากำลังจะพ่ายแพ้ให้กับอาการบาดเจ็บที่ยังติดค้างฝังแน่นอยู่ในร่างกาย
เขา...กำลังจะไม่ไหว...
ถ้าหากเป็นห้องซ้อมที่ตึก SM เขาก็คงไม่ย่ำแย่มากขนาดนี้
เพราะอย่างน้อยก็มีห้องให้เขาได้นอนพักบ้าง มีแอร์เย็นๆให้รู้สึกสดชื่น
แต่สถานที่ถ่ายทำตรงนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้น
มันทำให้เขารู้สึกแย่ลงมากอย่างบอกไม่ถูก
มีหลายๆครั้งที่ตัวเขาเหนื่อยจัดจนวูบๆไป แต่ก็ไม่คิดจะปริปากบ่นหรือบอกให้ใครรับรู้
เพราะคยูฮยอนรู้ดี หลายครั้งที่การถ่ายทำและคิวที่ผิดพลาดไปก็มาจากตัวเขา
เขาไม่อยากจะเป็นภาระของใครอีกแล้ว แค่นี้เขาก็เป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆมากพอแล้ว
ยิ่งเขาผิดพลาดมากขึ้นเท่าไหร่ เพื่อนๆก็ต้องเหนื่อยเทคใหม่มากขึ้นเท่านั้น
และยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
เขาไม่ต้องการให้ “คนๆนั้น” ต้องเหนื่อยเพราะเขาอีก
“เด็กดื้อ” ซองมินถอนใจเบาๆก่อนจะยอมนั่งลงข้างๆร่างสูงโปร่งของน้องเล็กของวง
พลางเอื้อมมือของตัวเองไปบีบมือเรียวของอีกฝ่ายอย่างต้องการให้กำลังใจ
“อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวก็คงจะเสร็จแล้ว”
“ขอบคุณครับ” คยูฮยอนยิ้มรับพลางบีบกระชับมือเล็กนั้นแน่นขึ้นอีก
ฝ่ามือเล็กๆอุ่นๆนี้ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
“หือ...อย่ามาอ้อนกันแถวนี้นะ”
เสียงใสหัวเราะเบาๆเมื่อหัวทุยสวยของร่างสูงที่นั่งข้างๆเอนมาซบที่ไหล่
ก่อนจะยกมือขึ้นลูบเส้นผมสีขาวเหลือบทองของอีกฝ่ายเบาๆ
“เดี๋ยวก็เกิดลัทธิคยูมินขึ้นมาอีกหรอก อยากเป็นข่าวกับฉันหรือไง”
“ถ้ากับซองมินล่ะก็ ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
ใช่...เพราะเด็กหนุ่มชินซะแล้วกับข่าวแบบนี้
เป็นธรรมดาที่บรรดาแฟนคลับจะจับคู่ให้พวกเขากันอยู่บ่อยๆ
นี่ก็โดนมาจนจะครบทั้งวงอยู่แล้ว ตั้งแต่คยูมิน คยูด๊อง คยูเรียว เยคยู บอมคยู
จะขาดก็แต่พี่อ้วนคนเดียวล่ะมั๊ง ที่เขาไม่เคยถูกจับคู่ด้วย
เอ...ไม่สิ ยังมีอีกคนหนึ่ง
คิดได้แค่นั้นดวงตาเรียวสวยก็ตวัดไปมองคนๆนั้นทันที
แผ่นหลังกว้างคุ้นตาในเสื้อแจ็กเกตแขนยาวสีเทาเงินที่ยืนอยู่ในกลุ่มพี่อีทึกนั้น
ทำให้เขาลอบมองอย่างหลงใหลอยู่หลายครั้ง
หากก็ไม่มีสักครั้ง ที่เจ้าของแผ่นหลังนั้นจะมองมาที่เขา
ดวงตาคู่คมนั้น ไม่เคยแม้สักครั้งที่จะหยุดอยู่ที่เขา
ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่กลับห่างไกลกันเหลือเกินในความรู้สึก
หากก็ยังไม่เคยหยุดหัวใจตัวเองไว้ได้สักที ห้ามสายตาตัวเองไม่ได้แม้แต่เพียงครั้งเดียว
...รัก...
เหมือนกับสายตาที่วอนขอจะส่งผ่านไปถึงใจของใครคนนั้น
เมื่ออยู่ๆใบหน้าหล่อจัดก็เบือนออกมาจากกลุ่มที่คุยอยู่ และหันกลับมามองที่เขา
ดวงตาดำคมกริบมองนิ่งอยู่ที่เขาเพียงชั่วขณะ
คงจะงงเล็กน้อยที่หันมาแล้วสบสายตากับเขาเข้าเต็มๆ เพียงครู่เดียว
ริมฝีปากหยักสวยก็ส่งยิ้มอ่อนๆมาให้ ก่อนจะหันกลับไปคืนเหมือนเดิม
“คยู...เป็นอะไรไป หน้าแดงเชียว”
พึ่งรู้ว่าอาการร้อนวาบที่หน้าเมื่อกี๊จะทำให้หน้าตัวเองแดงจนซองมินจับได้
มือเล็กละจากเส้นผมของเขามาแตะที่หน้าผากแทน หากอุณหภูมิร่างกายที่ยังปกติ
ทำให้กระต่ายน้อยนิ่วหน้าด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตที่มองมาส่งสัญญาณได้ว่า
คยูฮยอนต้องรีบหาข้อแก้ตัวอย่างด่วนที่สุดกับสถานการณ์ตอนนี้
“คงเพราะ...อากาศร้อนน่ะครับ” บอกอ้อมแอ้มอึกอักในลำคอ
ดูจากสายตาของซองมินก็รู้แล้วว่าคำแก้ตัวของเขาคงจะฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่
แต่จะให้เขาบอกไปตรงๆได้หรือว่า เพียงเพราะแค่ใครคนนั้นยิ้มให้
ก็มีอิทธิพลมากพอจะทำให้หน้าเขาร้อนจนแทบลุกเป็นไฟแล้ว
ไร้สาระมากไปแล้ว...โจ คยูฮยอน
หากยังไม่ทันได้ถูกกระต่ายซักไซ้ต่อ
เสียงเรียกให้เริ่มการถ่ายทำอันหฤโหดก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คยูฮยอนถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะถูกมือเล็กดึงให้ลุกขึ้นตาม
“ไปกันเถอะ เขาเรียกแล้ว รีบๆซ้อมจะได้รีบๆกลับกันเสียที”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ พลางขยับตัวลุกขึ้นตามรุ่นพี่ร่างเล็กไป
แต่ทันทีที่ลุกขึ้นยืน อาการวูบโหวงก็ตรงเข้าเล่นงานจนตั้งตัวไม่ติด
ภาพตรงหน้าพร่าเลือนลงไปชั่วขณะ รับรู้ถึงร่างตัวเองที่โงนเงนจนแทบจะบังคับไว้ไม่อยู่
ก่อนจะทรุดลงกองกับพื้นดินเพราะเรี่ยวแรงที่ขาหายไปราวกับถูกสูบ
สำนึกสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงร้องของซองมินที่เรียกชื่อเขาเสียดังลั่น
และอ้อมแขนอบอุ่นของใครบางคน
ที่เอื้อมมาช้อนรับเขาเอาไว้ก่อนที่หน้าของเขาจะกระแทกกับพื้นดิน
กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกอบอวลอยู่รอบตัวเขาบางเบา หากอบอุ่นไปถึงหัวใจ
ใครนะ...ใช่คนๆนั้นหรือเปล่า
แล้วถ้าใช่...มันจะดีสักแค่ไหนกันนะ
+++++++++++++++++++++++
“ไม่ไหวล่ะ ฉันว่าเราต้องพูดกับมิสเตอร์อีแล้ว ฉันทนเห็นน้องฝืนต่อไปไม่ไหวแล้วนะ”
เจ้าแม่ประจำวงโวยวายลั่น
หลังจากที่รู้สาเหตุว่าที่เขาถูกหามส่งโรงพยาบาลนั้นเพราะอะไร
ดวงตาคมหวานหากขุ่นมัวตวัดมองหน้าลีดเดอร์ของวงนิ่ง
“อีทึก นายต้องช่วยพูดด้วยนะ”
“อืม...ฉันรู้แล้วล่ะ ตอนแรกก็ค้านไปแล้วเชียวนะแต่ไม่สำเร็จ
คราวนี้คงต้องเอาแบบหัวชนฝาเลยละมั๊ง”
อีทึกรับคำ พลางคิดว่าพรุ่งนี้เขาคงต้องพูดกับมิสเตอร์อีเรื่องนี้อีกสักที
หลังจากที่เคยค้านเรื่องการเอาคยูฮยอนกลับมาเร็วกว่าที่กำหนดตั้งหลายเดือน
แล้วไม่สำเร็จ ยังไงคราวนี้มิสเตอร์อีคงจะฟังเขาบ้าง
เห็นกันจะๆตาว่าไม่ไหวขนาดนี้
แล้วยังจะยืนยันไม่ให้พักล่ะก็ พวกเขาคงมีประท้วงกันบ้างล่ะ
“ดี! ฉันจะไปด้วย ถ้ามิสเตอร์อีไม่ยอมนะ คอยดู!!” ฮีชอลพูดอย่างเข่นเขี้ยว
จนซีวอนกับฮันกยองต้องดึงออกไปจากวงสนทนาเพื่อให้สงบสติอารมณ์
เดี๋ยวเกิดเจ้าแม่ลงประทับแล้วคลุ้มคลั่ง กระโดดไปอาละวาดบีบคอมิสเตอร์อีเข้า
จะโดนโละชื่อออกจากสารระบบของ SM Entertainment กันเปล่าๆ
“แต่มันก็จริงอย่างที่ฮีชอลว่านะ ฉันว่าคราวนี้มิสเตอร์อีทำเกินไปจริงๆ”
เยซองออกความคิดเห็นหลังจากเงียบฟังมานาน
เขาไม่คิดว่าคนที่โดนรถทับจนกระดูกแทบจะแหลกไปทั้งตัว
จะใช้เวลาพักฟื้นแค่ครึ่งปีกว่าๆแล้วจะออกมาทำงานตามปกติได้
“ใช่ๆ ต้องจัดการอะไรสักอย่างซะแล้ว” ทงเฮออกเสียงสนับสนุนช่วยอีกแรง
ตามด้วยพี่หมู เจ้าไก่ แล้วก็กระต่ายน้อยที่พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเต็มที่
“ผมทำให้พวกพี่ๆต้องลำบาก ขอโทษนะครับ”
คยูฮยอนบอกพลางกวาดสายตามองสมาชิกทุกคนในวงที่ยืนล้อมอยู่รอบเตียง
รู้สึกผิดในใจไม่น้อยที่ตัวเองกลายเป็นปัญหาของเพื่อนร่วมวงอีกแล้ว
เพราะเขาแท้ๆทำให้การถ่ายทำต้องยืดออกไปอีก
ทั้งๆที่ทุกคนก็เตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดีแล้วแท้ๆ
แต่กลับต้องมาหยุดชะงักเพราะเขาคนเดียว
ทำไมเขาถึงได้เป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆมากขนาดนี้นะ
“เด็กบ้า อย่าคิดมากสิ” มือใหญ่ยกขึ้นขยี้หัวทุยสวยของคนป่วยแรงๆ
เมื่อเห็นใบหน้าเรียวขาวสลดลงอย่างน่าสงสาร เดือดร้อนถึงคนเป็นลีดเดอร์
ต้องปัดมือหนาออกก่อนที่น้องจะมีอาการคอเคล็ดเข้าร่วมด้วย
“อย่าแรงนักสิคังอิน เดี๋ยวน้องก็คอหักไปจะหาที่ไหนไปใช้คืนพ่อแม่เขาห๊า”
ปรามเสร็จก็หันมาหาคนป่วยต่อ “นอนพักมากๆนะคยู
หมอบอกว่าพรุ่งนี้นายก็กลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกพี่จะมารับ”
“เดี๋ยววันนี้ผมจะนอนเฝ้าคยูเอง เนอะทงเฮ”
กระต่ายอ้วนว่าพลางหันไปพยักเพยิดกับคนรักของตัวเอง ซึ่งทงเฮก็ไม่มีเกี่ยงงอน
“โอเค...สำหรับซองมินน่ะ ได้อยู่แล้ว” ว่าแล้วก็รั้งร่างกลมอวบให้เข้าไปอยู่ในวงแขน
ก่อนจะกดปลายจมูกโด่งเข้ากับพวงแก้มยุ้ยน่าฟัดของกระต่ายน้อย
เล่นเอาเจ้ากระต่ายหน้าแดงเถือกไปจนถึงใบหู
แต่ก็ไม่ต่อว่าการกระทำของคนรักตัวเองสักนิด นอกจากกระซิบเบาๆกันสองคน
“ทงเฮอ่ะ อายคนอื่นเขานะ >////< ”
เออ...ก็รู้จักอายเป็นนี่หว่า
อีทึกคิดในใจพลางส่ายหน้าเบาๆกับคู่รักฉบับพกพาประจำบ้าน
“เอาล่ะ งั้นก็กลับบ้านกันได้แล้ว จะได้พักกันเสียที”
รีบบอกสลายวงก่อนตัวเองจะเป็นเบาหวานในเส้นเลือดมากไปกว่านี้
แล้วหันไปลากแขนคนรักของตัวเองที่มัวแต่กอดคนป่วยไม่ยอมปล่อยให้ออกมา
“อย่าแกล้งน้องมันนักเลยน่า มานี่”
คยูฮยอนถอนใจออกมาเบาๆเมื่อหลุดรอดจากกรงเล็บหมีขาวได้อย่างหวุดหวิด
พี่คังอินก็เหลือเกิน ตั้งแต่เขากลับมา
รู้สึกว่าเขาจะกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดของแกไปโดยปริยาย
แล้วยิ่งรู้ว่าตอนนี้ลัทธิคังโจกำลังได้รับความนิยม ก็ยิ่งพยายามสร้างกระแสเข้าไปใหญ่
จนพี่อีทึกต้องปรามไว้บ่อยๆเพราะกลัวเขาจะเฉามือตายเสียก่อน
“ไปนะคยู แล้วพรุ่งนี้จะมารับนะ” รยออุคเอ่ยขึ้นเบาๆ
ก่อนที่จะช้อนสายตาขึ้นไปมองคนรักของตัวเองที่ยืนอยู่ข้างๆ
ซึ่งเยซองก็ตอบรับโดยทันที
“พรุ่งนี้เราสองคนจะมารับนายกลับบ้าน พักผ่อนมากๆล่ะ”
หลังจากนั้นคนอื่นๆก็ก้าวเข้ามาลาพลางกำชับให้เขาพักผ่อนเยอะๆ ดูแลตัวเองดีๆ
อย่าลืมกินยา กินข้าวเยอะๆ และอีกสารพัดจะบอกจนเขาจำแทบไม่หวาดไม่ไหว
ดีน่ะมันก็ดีอยู่หรอก ที่ทุกคนจะเป็นห่วงเป็นใยเขาขนาดนี้
แต่ทุกคนลืมไปหรือเปล่า...
เขามาอยู่แค่คืนเดียวนะไม่ใช่เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนซะหน่อย
กำชับยังกับเขาเป็นคนป่วยโรคร้ายแรงซะอย่างงั้น
แค่โหมงานหนักนะครับพี่ ไม่ใช่มะเร็งระยะสุดท้าย =____=”
“พักผ่อนเยอะๆนะ จะได้หายเร็วๆ”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ดังขึ้นเป็นคนสุดท้ายทำให้เขาอดเหลือบตาขึ้นมองไม่ได้
ตาวาวๆคมๆคล้ายแมวที่ช้อนขึ้นมอง ทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ทำไมมองหน้าพี่แบบนั้นล่ะ”
คยูฮยอนหลบสายตาลงต่ำ รู้สึกทันทีว่าหน้าตัวเองแดงซ่านขึ้นมาอีกแล้ว
หากก็อยากรู้สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจมากกว่า “พี่...ช่วยผมไว้ที่กองถ่าย...ใช่ไหม”
“ทำไมถึงคิดว่าเป็นพี่”
คำถามที่สวนกลับมาแทบจะทันทีทำให้เขาต้องหันไปมองใบหน้าหล่อจัดนั้นอีกครั้ง
ตาต่อตาสบประสานกันในระยะประชิดเมื่ออีกฝ่ายค้อมตัวลงมาหา
คยูฮยอนถึงกับครางในลำคอไม่รู้จะพูดอะไรต่อไป
ตกใจกับความใกล้ชิดครั้งนี้จนลืมกระทั่งภาษาแม่ที่เขาใช้มาตั้งแต่เล็กจนโตเลยก็ว่าได้
แต่จะให้เขาบอกหรือว่าเขาจำกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของใครคนนี้ได้
ทั้งๆที่แทบจะไม่เคยคุยกัน ไม่เคยใกล้ชิดกัน
หากเขากล้าตอบไปแบบนั้นก็เข้าขั้นบ้าหนักไปแล้ว
“ผม...เดาเอา”
“งั้น...พี่ก็ไม่มีคำตอบจะให้” ริมฝีปากหยักสวยกดเป็นรอยยิ้มบางเบา
“ถ้านายหาคำตอบให้พี่ได้เมื่อไหร่ พี่ก็จะตอบคำถามของนาย พักผ่อนเยอะๆล่ะ”
บอกก่อนจะผละห่างออกไป
คยูฮยอนมองตามร่างสูงแข็งแรงที่ก้าวพ้นจากประตูห้องพักไปด้วยความอาวรณ์
อยากจะรั้งเอาไว้แต่ก็ไม่กล้าพอ
“สักวัน...ผมจะบอกให้พี่รู้” ได้แต่บอกกับตัวเองเบาๆ
และหวังไว้ลึกๆว่า “สักวัน” ของเขาคงจะมาถึงในไม่ช้านี้
+++++++++++++++++++++++
การกลับบ้านของเขาอึกทึกกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ
เพราะทุกๆคนล้วนดูแลเขาจนแทบจะไม่ต้องหยิบจับทำอะไรกันเลยทีเดียว
มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่บางครั้งก็อดอ่อนใจนิดๆไม่ได้
เล่นเขาลุกนิด ก็กรูกันมาจับเขาไว้ เขาเดินหน่อย ก็กรูกันมาพยุงเขาไว้
จะหยิบนั่นนิดนี่หน่อยก็คอยร้องโวยวายวิ่งหาให้กันยกใหญ่
พี่ๆครับ ต้องให้เตือนกันอีกครั้งไหมว่าผมแค่โหมงานหนัก
ไม่ใช่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายนะ =____=”
สีหน้าแอบอ่อนอกอ่อนใจของเขาคงแสดงออกชัดไปหน่อย
หันไปจึงเจอกับสายตาคมและรอยยิ้มน้อยๆที่ส่งมาให้ราวกับขบขันเขาเสียเต็มประดา
เล่นเอาเขาหลบสายตาแทบไม่ทัน
อย่าขยันยิ้มให้ผมนักได้ไหม เดี๋ยวมีโรคหัวใจ(ง่าย)พ่วงไปด้วยอีกใครจะรับผิดชอบ
“คยู ไม่สบายอีกแล้วหรอ หน้าแดงเชียว”
พี่ฮีชอลถามขึ้นพลางลูบหน้าลูบหลังเขาเสียยกใหญ่
ใบหน้าตื่นๆนั่นทำให้คยูฮยอนต้องรีบส่ายหน้า
หากยังไม่ทันได้แก้ตัวออกไปเสียงใสๆก็ดักทางขึ้น
“คงเพราะอากาศร้อนน่ะครับพี่ฮีชอล คยูฮยอนเคยบอกผมแบบนั้น”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของกระต่ายน้อยของบ้านทำเอาเขาทำหน้าแทบไม่ถูก
แถมยังหันไปหัวเราะคิกคักกับทงเฮซะอีก
เหลือบตามองพี่ฮีชอลทำหน้างงๆก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
ก็เปิดแอร์กันซะเย็นฉ่ำจนหนาวแบบนี้ ใครจะเชื่อว่าเขาจะยังร้อนได้อีกล่ะ
พูดแบบนี้เท่ากับไล่เขาให้จนมุมชัดๆเลย
“งั้นนายขึ้นไปพักผ่อนดีกว่านะ พี่ว่านายอาจจะมีไข้ก็ได้”
เหมือนระฆังช่วยชีวิตเมื่อพี่อีทึกเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
พลางพยักหน้าให้คนรักของตัวเองเดินมาใกล้
“คังอิน...นายขึ้นไปส่งน้องหน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะไปหายาให้น้องก่อน”
พี่คังอินพยักหน้ารับดิบดีพลางเดินเข้ามาพยุงเขาให้ลุกขึ้น
เห็นสายตาวับๆนั่นก็ทำให้อดหนาวสันหลังขึ้นมาไม่ได้
นี่เขาจะต้องถูกพี่หมีใหญ่แกล้งจนหนำใจก่อน ถึงจะได้พักผ่อนอย่างปกติสุขแหงๆ
หากยังไม่ทันที่คยูฮยอนจะเอ่ยปากปฏิเสธความหวังดี(ที่ตัวเองไม่ต้องการ)ออกไป
ฝ่ามืออุ่นของใครคนหนึ่งก็เอื้อมมาพยุงเขาไว้อีกด้านหนึ่ง
“เดี๋ยวผมพาคยูขึ้นไปเองดีกว่า พี่ไปช่วยทางพี่อีทึกเถอะ” ซีวอนบอกอย่างมีน้ำใจ
ซึ่งคังอินก็ไม่ได้ปฏิเสธ สุภาพบุรุษประจำวงจึงค่อยๆประคองเขาขึ้นไปข้างบนแทน
คยูฮยอนเองก็ยอมรับการช่วยเหลือครั้งนี้ไว้แบบไม่มีข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น
หากเมื่อพ้นหน้าประตูห้องนั่งเล่นเท่านั้น คนป่วยหนักในสายตาคนทั้งบ้านก็เอ่ยขึ้น
“ฉันไม่อยากอ่านให้ Iple ของฉันมี Comment สนับสนุนวอนคยูอีกแล้วนะ”
บอกเรียบๆหากกลับเรียกเสียงหัวเราะจากคนข้างๆตัวได้เป็นอย่างดี
วงแขนแข็งแรงยิ่งกระชับรอบเอวเขาไว้มั่น เดือดร้อนให้เขาต้องตวัดสายตาปรามๆไว้
“โห...ป่วยแล้วยังดุอีก คนอุตส่าห์มีน้ำใจนะเนี่ย”
เหอะ...น่าเชื่อตายล่ะ
อย่างซีวอนน่ะนะจะมีแก่ใจมองคนอื่นรอบๆตัวได้
หายใจเข้าก็พี่ฮีชอล หายใจออกก็พี่ฮีชอลซะขนาดนั้น
ยอมห่างกันในระยะเกินเมตรนึงนี่ก็ถือว่าแปลกแล้ว
“ไม่ต้องมาเฉไฉเลยซีวอน บอกมาดีกว่าว่าอะไรทำให้นายลุกขึ้นมามีน้ำใจแบบนี้ได้”
“อยากรู้จริงๆหรอว่าทำไม”
ใบหน้าคมโน้มต่ำลงมาเมื่อเขานั่งลงบนเตียงนอนในห้องแล้ว
ดวงตาเรียวคมตวัดสายตาปรามอีกครั้ง แต่คราวนี้ไอ้หน้าหล่อกลับไม่คิดจะสนใจ
จนถึงระยะอันตรายคยูฮยอนจึงตัดสินใจเงื้อหมัดขึ้นสุดมือ
ไอ้สิงโตหื่น เอาแผลลงไปฝากพี่ฮีชอลข้างล่างด้วยแล้วกัน!!
“เพราะ...ใครบางคนวานให้ฉันทำน่ะสิ” มือที่เง้อง่าจะชกชะงักค้างกลางอากาศ
ดวงตาเรียวเบิกกว้างตกใจกับคำตอบที่ได้รับ ก่อนจะรู้สึกร้อนซู่ไปทั้งหน้า
“มีคนบางคนเขาเป็นห่วงนาย เขาอยากจะแน่ใจว่านายจะถึงห้องโดยสวัสดิภาพจริงๆ
แต่จะมาเองก็ไม่กล้าพอเพราะยังไม่...แน่ใจ” พูดค้างไว้แค่นั้นให้คนป่วยคิดต่อเอาเอง
“ไปล่ะ หลับฝันดีนะ อย่าลืมฝันถึงเจ้าชายของนายด้วยแล้วกัน”
ซีวอนยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ก่อนจะเดินหลั่นล้าออกไป ทิ้งให้เขานั่งอายอยู่คนเดียว
จะให้เขาแปลความหมายของคำพูดซีวอนไปทางไหนได้
เมื่อคนที่จะสามารถทำให้ไอ้หน้าหล่อของวงปฏิบัติตามได้มีไม่กี่คนเท่านั้น
จะคิดว่าเป็นพี่อีทึกหรือพี่ฮีชอลก็ไม่น่าจะใช่
เพราะความหมายแฝงในในตอนสุดท้ายบ่งชัด
เจ้าชายของเขา...จะเป็นใครไปได้นอกจาก...
+++++++++++++++++++++++
ร่างโปร่งพลิกตัวกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น
ทั้งที่ดึกดื่นเที่ยงคืนขนาดนี้น่าจะเป็นเวลาพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับเขา
แต่ในตอนนี้เขากลับไม่อาจจะข่มตาหลับลงได้เลยแม้สักนิดเดียว
เพราะคำพูดของไอ้สิงโตบ้านั่นเชียวทำให้เขาต้องนอนไม่หลับแบบนี้
อดนึกอิจฉาเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนของตัวเองไม่ได้
พี่อีทึกกับรยออุคหลับลึกอย่างสบายใจ
ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นมารับรู้ว่ายังมีรูมเมทคนหนึ่งยังข่มตาหลับลงไม่ได้จนแล้วจนรอด
คยูฮยอนถอนหายใจเบาๆก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป
บ้านทั้งหลังที่เคยอึกทึกตลอดเวลาเพราะเป็นที่ชุมนุมของฝูงลิงกว่าสิบชีวิต
บัดนี้เงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่อาศัย ก็จะให้ไม่เงียบได้ยังไง
นี่มันจะล่วงเข้าวันใหม่เข้าไปแล้วนะ ใครจะมานอนไม่หลับตาแข็งอย่างเขาได้ล่ะ
ป่านนี้...ใครคนนั้นก็คงจะนอนหลับสบายไปแล้วเหมือนกัน
จะรู้บ้างไหมนะ ว่าจะทำให้เขาคิดถึงจนนอนไม่หลับแบบนี้
คงไม่รู้เลยสินะ...
หากแสงไฟจากเครื่องคอมฯในห้องนั่งเล่น ก็ทำให้ความคิดทั้งหมดของเขาหยุดชะงักลง
คยูฮยอนเขม่นมองอย่างไม่แน่ใจ
ไฟในบ้านที่ดับจนมืดมิด ทำให้แสงจากหน้าคอมฯสว่างชัด
จนเขาที่ยืนอยู่ตรงราวบันไดต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ใครนะยังเล่นคอมฯจนดึกดื่นป่านนี้
จะเป็นคิบอมหรือเปล่า เพราะหมอนั่นมักจะลงมาเล่นคอมฯจนดึกดื่นทุกที
แต่เมื่อเดินไปถึงกลับเจอเพียงที่นั่งที่ว่างเปล่า
เก้าอี้นั้นเย็นเยียบจนคยูฮยอนรู้สึกได้เมื่อทิ้งตัวลงนั่ง คงจะลืมปิดคอมฯกันอีกแล้วล่ะสิ
เพราะอย่างงี้นี่เองพี่ซึงฮวานถึงโวยกับพวกเขาบ่อยๆ
เรื่องค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเน็ตที่ขึ้นมาจนแพงหูดับ
เล่นต่อเน็ตไว้ไม่ปิดคอมฯกันเกือบทุกคืนแบบนี้ ไม่จ่ายจนกระเป๋าฉีกก็บุญแค่ไหนแล้ว
มือเรียวเอื้อมคลิ๊กเข้าไปในเวปบอร์ดต่างๆที่แฟนคลับสร้างขึ้นมาเกี่ยวกับพวกเขา
คยูฮยอนเปิดดูไปเรื่อยๆอย่างไม่เร่งรีบ
หวังว่าการนั่งเล่นเน็ตนานๆจะทำให้เขาง่วงขึ้นมาได้บ้าง
อดหัวเราะเบาๆกับไปภาพบางภาพที่บรรดาแฟนคลับเอามาลงไม่ได้
แค่พวกเขาจับมือกันนิด แตะตัวกันหน่อย ก็ทำให้เป็นหัวข้อขึ้นมาได้แล้ว
[Pic] KANGJO >///< , [Pic] Sweet~WonKyu , [Pic] KyuMin In Love
สารพัดหัวข้อที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อขยายความภาพเหล่านั้น แต่สังเกตไหม?
ไม่มีภาพใดที่จะเป็นภาพของเขากับใครคนนั้นเลย
ทำไม?
คำตอบง่ายๆที่แม้แต่เด็กประถมก็ยังรู้
เพราะเขากับคนๆนั้นอยู่ห่างกันเหลือเกิน แม้แต่ภาพที่ถ่ายตอนที่พวกเขาเผลอไม่ตั้งใจ
ก็ไม่มีสักครั้งที่จะหลุดมีภาพเขากับใครคนนั้นออกมา
ไม่มีสักครั้ง ไม่มีสักภาพที่พอจะจับให้พวกเขาคู่กันได้
แม้แต่ฟิคที่พี่คังอินขยัน Print มาล้อเพื่อนๆในวงให้ได้อายกันอยู่บ่อยๆ
ก็ไม่มีสักเรื่อง ที่จะเป็นเรื่องของเขากับใครคนนั้น
แค่นี้ก็ตอกย้ำชัดแล้วไม่ใช่หรือ
จากสายตาของคนภายนอก ก็น่าจะย้ำให้เขารู้ได้อยู่แล้วว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับใครอีกคนนั้นเป็นอย่างไร
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเขาบ้าไปเองทั้งนั้น คิดแล้วก็อดยิ้มเยาะตัวเองไม่ได้
แค่ใครคนนั้นแสดงท่าทีเป็นห่วงเกินปกตินิดหน่อย ก็เก็บมาคิดเป็นบ้าเป็นหลังไปซะแล้ว
ทั้งๆที่น่าจะรู้ตัวดีกว่าใคร ว่าคนๆนั้นมีน้ำใจให้กับเพื่อนร่วมวงอยู่เสมอ
ไม่ใช่เพราะเขาพิเศษ แต่เพราะเป็นเพื่อนร่วมวงต่างหาก
แค่...เพื่อนร่วมวงเท่านั้น...
“ทำไมยังไม่นอนอีก มานั่งอยู่ตรงนี้ทำไม”
เสียงนุ่มทุ้มคุ้นหูพร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่แตะเบาๆตรงหัวไหล่
ทำให้คยูฮยอนสะดุ้งขึ้นด้วยความตกใจ ไม่จริงใช่ไหม...
อยากจะหันกลับไปพิสูจน์ให้รู้ชัดว่าไม่ได้หูแว่วไปเอง หากก็ไม่กล้าพอ
รวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ ก็ถามแผ่วๆออกไป
“แล้วพี่ล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก”
เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆทำให้รู้ว่าร่างสูงที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังนั้นกำลังอารมณ์ดี
แต่เพราะอะไรนั้นเขาไม่รู้และไม่คิดจะเดา เพราะกลัวจะเผลอคิดเข้าข้างตัวเองอีก
“พี่นอนไม่หลับ”
“งั้นผมก็เหมือนกับพี่” เสียงที่ตอบมาแผ่วๆทำให้ร่างสูงอดหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่ได้
นั่งจ้องคอมฯตาเป๋งไม่กล้าหันมาสบตากับเขาสักนิดแบบนี้ ยังจะมาทำปากเก่งอีกนะ
“พี่ก็เลยลงมาเล่นคอมฯฆ่าเวลา เผื่อจะง่วงขึ้นมาบ้าง
ลุกไปห้องครัวแป๊ปเดียวก็มีคนมาแย่งที่นั่งซะแล้ว” บอกแล้วก็ยิ้มสมใจ
เมื่อตาเรียวคมคล้ายแมวตวัดมองหน้าเขากลับทันที
“ผมเปล่านะ ผมนึกว่ามีใครลืมปิดคอมฯต่างหากก็เลยมานั่งเล่นต่อ”
พูดได้แค่นั้นคยูฮยอนก็หลบสายตาลงแทบไม่ทัน ก็ดวงตาคมกริบที่จ้องมองเขา
จนสะท้อนภาพเขาในแววตานั่นมันทำให้เขินน้อยไปเสียเมื่อไหร่ล่ะ
ใครจะว่าเขาใจง่ายก็ช่าง ไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอก
ว่าเจอคนหน้าหล่อจัดๆตาคมๆมาจ้องแบบเนี๊ยะ มันทำให้ใจสั่นน้อยอยู่ซะที่ไหนล่ะ
“ชอบอ่านเรื่องแบบนี้ด้วยหรอ” คยูฮยอนรีบหันกลับเข้าคอมฯแทบไม่ทัน
เมื่อใบหน้าคมโน้มเข้ามาใกล้เพื่อจะดูหน้าจอที่เขาเปิดทิ้งไว้ แล้วเปิดหน้าไหนไว้ไม่เปิด
ดันเปิดหน้าฟิค Y ที่เป็นเรื่องของสมาชิกในวงไว้ซะนี่
มือเรียวคว้าเม้าท์หวังจะคลิ๊กปิดหน้านี้ลงทันที
หากมือใหญ่ของคนตัวสูงกว่ากลับเอื้อมมากุมทับมือเขาไว้ให้ไม่อาจทำได้อย่างใจ
คยูฮยอนรู้สึกร้อนวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า
รับรู้ถึงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
กลัวเหลือเกินว่าคนที่ยื่นหน้ามาจนแทบจะแนบไปกับแก้มของเขานั้น
จะได้ยินเสียงนั้นด้วย
“หือ...ฟิคคังคยู วอนคยู บอมคยู คยูมิน คยูด๊อง คยูฮยอก
นี่ครบทั้งวงแล้วหรือยังเนี่ย ไม่ใช่ขาดแต่ชินดงคนเดียวแล้วหรอ”
น้ำเสียงนั้นหยอกล้อ แต่กลับทำให้เขาอดรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาไม่ได้
ตาเรียวหม่นลงขณะมองมือใหญ่ที่ซ้อนทับมือตัวเองอยู่
“ขาดไปสองคนครับ พี่ชินดง แล้วก็...พี่”
พูดออกไปก็รับรู้ได้ถึงมือใหญ่ที่บีบกระชับมือเขาให้แน่นขึ้นอีก
ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้กลั้นน้ำตาไว้แทบไม่ไหว
“มันก็ไม่แปลกนักหรอกเนอะ เพราะพี่ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้กับใคร
นอกจากพี่ฮีชอลกับซีวอนอยู่แล้วนี่”
ประชดออกไปทำไมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
หากผลที่ตอบกลับมาจากคำพูดที่แสนจะไม่เจียมตัวนั้น
คือวงแขนแข็งแรงที่โอบรัดมาจากทางด้านหลัง
พร้อมกับในหน้าคมที่ซบนิ่งอยู่กับซอกไหล่ของเขา
“พี่ขอถามอะไรนายอย่างหนึ่งได้ไหม?”
เสียงกระซิบถามข้างๆใบหูทำให้คยูฮยอนมือไม้อ่อนไปหมด
ใจเต้นแรงจนกลัวว่าจะทำงานหนักเกินไปจนหัวใจอาจจะวายได้
ใบหน้าเรียวแดงยิ่งกว่าแดงจัดยามที่พยักหน้ารับออกไป
“ทำไมวันนั้นที่กองถ่าย นายถึงคิดว่าเป็นพี่ที่ช่วยนาย”
อยากจะย้ำคำตอบเดิมออกไป เพราะไม่กล้าพอที่จะเปิดเผยใจตัวเอง
ให้คนที่ไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจเขาสักนิดตั้งแต่ร่วมงานกันมาได้รู้
แต่เพราะวงแขนอบอุ่นที่กอดกระชับราวกับจะให้เขาวางใจนั้น
ทำให้คยูฮยอนกลั้นใจบอกออกไปช้าๆ
“เพราะ...ผมจำกลิ่นน้ำหอมของพี่ได้ จำลักษณะของพี่ได้
แม้สติผมจะลางเลือนแค่ไหน ผมก็...จำพี่ได้เสมอ”
ตอบไปแล้วก็รับรู้ถึงริมฝีปากอุ่นที่แนบลงข้างแก้มเบาๆ
มากกว่าความเขินอาย คือความรู้สึกอุ่นซ่านลึกไปถึงหัวใจ
“แล้วรู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นพี่” ใช่...ตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็อยากรู้คำตอบข้อนี้มากที่สุด
ทำไมคนที่ยืนอยู่ห่างจากเขาขนาดนั้น
แล้วแถมยังหันหลังคุยกับพวกพี่อีทึกไม่ได้สนใจเขาเลยแบบนั้น
ถึงมาถึงตัวเขาเป็นคนแรกได้ ทั้งๆที่ซองมิน พี่ชินดง หรือคิบอมก็ยังยืนอยู่ใกล้กว่ามาก
แต่ทำไมถึงเป็นคนๆนี้ได้นะ
“เพราะไม่ว่าพี่จะทำอะไร อยู่ที่ไหน พี่ก็จะมีนายอยู่ในสายตาเสมอเหมือนกัน”
ความตื้นตันถาโถมเข้าสู่จิตใจจนรู้สึกว่าตัวเองสั่นไปหมด
เรียวแขนยกขึ้นยึดวงแขนแกร่งที่ล้อมกรอบตัวเองไว้แน่น
กลั้นใจหันไปมองใบหน้าคมที่แนบซบอยู่กับไหล่ตัวเองช้าๆ
“ไม่จริงใช่ไหม พี่โกหกผมใช่หรือเปล่า เราแทบจะไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลย
พี่ไม่เคยมองผม ไม่เคยสนใจผม เราไม่เคยมีอะไรที่พอจะเชื่อมโยงกันได้
ไม่ว่าจะรูปถ่าย หรือฟิคสักเรื่องที่จะมีเราคู่กัน แค่นี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเราห่างกันแค่ไหน
แล้ว...ผมจะอยู่ในสายตาพี่ตลอดได้ยังไง ผม...”
พูดได้แค่นั้นเรียวปากอิ่มบางก็ถูกประทับปิด
แม้จะตกใจกับการกระทำของคนๆนี้มากแค่ไหน
หากความอบอุ่นหวานล้ำที่แทรกผ่านเรียวปากอิ่มช้าๆนั้นก็ทำให้ยอมจำนนได้โดยง่าย
ดวงตาคมหวานหรี่ลงรับเอาความหอมหวานที่ถวิลหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไว้อย่างเต็มหัวใจ
กลีบปากอุ่นถูกเคล้าคลออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนอีกฝ่ายจะถอนออกไปอย่างอาวรณ์
“พี่จะโกหกนายไปทำไมคยูฮยอน” ดวงตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาเรียวคู่หวาน
อย่างต้องการให้สายตาสื่อความหมายให้ลึกไปถึงหัวใจ มองให้ดีๆสิคยูฮยอน...
“การที่เราไม่เป็นข่าวขึ้นมาอย่างใครๆไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกดีๆต่อกันไม่ได้นะ
นายจะไปแคร์ทำไมกับการที่คนภายนอกมองไม่ออกว่าเราคิดยังไงต่อกัน
ความรู้สึกของเราสองคนสำคัญกว่านั้นมากนะ นายไม่คิดอย่างพี่บ้างหรอว่า
แค่เพียงเราสองคน...รับรู้ แค่เพียงเราสองคน...เข้าใจ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
เท่านั้นเอง น้ำตาก็หลั่งรินออกมาจากดวงตาเรียวอย่างสุดกลั้น
คยูฮยอนหันกลับไปหาวงแขนแข็งแรงที่วาดรออยู่แล้วอย่างเต็มตัว
ใบหน้าเรียวขาวขณะนี้แดงก่ำเพราะเจ้าตัวร้องไห้อย่างหนัก
หากไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจอีกต่อไปแล้ว เขาไม่ต้องทนเจ็บปวดกับความรักครั้งนี้อีกแล้ว
เพราะในที่สุด เขาก็ได้ความรักของเขามาอยู่ในมือแล้ว
.
.
.
.
.
ร่างสองร่างยังคงนั่งเอนซบกันอยู่บนโซฟา
คยูฮยอนรู้สึกสบายใจจนนึกง่วงนอนขึ้นมาบ้าง
หากเขาก็มีความสุขเกินกว่าจะหลับลงในตอนนี้ได้
ตาเรียวคล้ายแมวช้อนขึ้นสบดวงตาคมที่มองมาอยู่แล้วอย่างมีความสุข
รู้สึกเต็มตื้นไปหมดจนอดยิ้มน้อยๆออกมาไม่ได้
“ยิ้มอะไรคนเดียวน่ะ” แทนที่จะตอบคำถามนั้น
คยูฮยอนกลับเอื้อมมือไปจับเส้นผมสีอ่อนจางของอีกฝ่ายเบาๆแทน
แม้จะมีแค่แสงจากคอมฯเท่านั้นที่สว่างอยู่ แต่ก็ยังเห็นคนๆนี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
“พี่รู้ไหมว่าทำไม ผมถึงทำผมสีนี้” คำถามนั้นทำให้ใบหน้าคมขมวดคิ้วมุ่น
มือใหญ่ยกขึ้นลูบไปบนเส้นผมนิ่มมือสีขาวเหลือบทองนั้นเบาๆ
“ทำไมล่ะ” ถามกลับเพราะไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมคนที่ไม่เคยทำสีผมมาตลอดชีวิต
บทจะเปลี่ยนลุคทีก็เล่นกัดสีซะจนไม่เหลือเค้าเดิม จะว่าเจ้าตัวชอบก็ไม่น่าจะใช่
เพราะคยูฮยอนเคยประกาศบอกว่าชอบผมสีดำของตัวเองที่สุด
แล้วเพราะอะไรทำให้เปลี่ยนใจทำสีที่หลุดคอนเซ็ปส์ตัวเองแบบนี้นะ
“เพราะว่า...” เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกเขาอย่างเขินๆ
“ผมอยากทำผมสีเดียวกับพี่ แต่ทางแฮร์สไตลิสต์บอกว่าไม่อยากให้เหมือนกันไปเลย
ก็เลยออกมาเป็นสีนี้” คำตอบที่ได้รับทำเอาร่างสูงถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
“ผมไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับพี่ไว้เลย ก็เลยคิดว่าถ้ามีอะไรที่เหมือนพี่บ้าง
ก็จะทำให้ผมรู้สึกว่าเรา...ใกล้กันมากขึ้น”
“คยูฮยอน...” ร่างสูงครางออกมาก่อนจะกดร่างอีกฝ่ายให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
รับรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อกันอย่างชัดเจน แม้ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา
แม้ไม่ต้องแสดงทีท่าให้ใครๆรับรู้ เพราะ...
เพียงเรา...เข้าใจ
เท่านั้น ก็ไม่มีความรู้สึกใดจะสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว
+++++++++++++++++++++++
END