@~Talk~@
โผล่หน้ามาจากกองงานที่สุมท่วมหัวได้เสียที
ไม่คิดเลยว่าการหมกงานแค่สองอาทิตย์? จะทำให้ชีวิตเข้าขั้นหายนะได้แบบนี้
อยากจะกู่ก้องร้องบอกให้ทั่ว “สวัสดีชาวโลกกกก รอดตายแล้วโว้ยยยย” จริงๆ
พอเถอะ...เข้าเรื่องๆ
เนื่องจากตอนนี้ดาคูชิลงทะเบียนเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ
“ฮันคยู” “วอนคยู” “วอนฮัน” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จึงขอแต่งฟิคให้สมกับความกระหายอยากหลังจากที่หายไปนานอีกสักเรื่อง
แถมไม่เจียมตัวด้วยการแต่งเป็นเรื่องยาวเสียอีก
แต่ก็นะ...ยังไงก็จะเข็นกันไปจนจบเรื่องแน่นอน (ไม่มีสัจจะในหมู่โจรนะจ๊ะ)
ชอบไม่ชอบยังไง Comment กันได้ตามอัธยาศัยเลยค่ะ
ยังไงก็ เชิญหนุกหนานกันตามสบายค่ะ ^-^
.
.
.
.
.
[Fic]~ปีกสีขาว...1~ [HanKyuWon]
ดวงตากลมหวานหากเลื่อนลอยเหม่อมองไปบนถนนทอดยาวที่แสนจะเงียบสงัด
ว่างเปล่า เปลี่ยวร้าง และไร้ผู้คน...
ในค่ำคืนที่แสงจันทร์ทอสีหม่น และสายลมที่พัดพาเอาแต่ความหนาวเหน็บมาให้
จะมีใครบ้างที่อยากออกมาเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของธรรมชาติแบบนี้
ไม่มี...ไม่มีแม้แต่คนเดียว
สองขาเรียวลากสลับกันไปช้าๆอย่างไร้จุดหมาย ไร้เรี่ยวแรง
ดวงหน้าเรียวสวยซีดเซียวหม่นเศร้า ริมฝีปากอ่อนบางถูกขบเม้มจนซีดขาว
มือทั้งคู่กำรวบแนวกระดุมของเสื้อเชิ้ตเนื้อบางที่ใช้คลุมกายไว้แน่น
ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของสายลมหนาวในคืนนี้...
หากเพราะมันขาดยับ ด้วยน้ำมือของคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด
คนที่สร้างรอยมลทินที่ไม่มีวันลบเลือนหายไปจากชีวิตให้กับเขา
คนที่ฉีกทึ้งพร่าผลาญทั้งร่างกายและจิตใจเขาลงเพียงชั่วข้ามคืน
ไม่เพียงแค่ใครคนนั้น หากยังมีอีกหลายต่อหลายคน
ที่พร้อมใจกันมอบบาดแผลนี้ให้กับเขา
ใช่...เขาถูกข่มขืน ไม่สิ...เรียกว่ารุมโทรมจะถูกมากกว่า
// สำหรับฉัน นายมันก็แค่ขยะที่ไร้คุณค่า แค่เศษเดนที่ฉันไม่ต้องการ จำไว้!! //
// ดีใจล่ะสิที่ได้นอนกับฉันสมใจเสียที ทำตัวเป็นเด็กอ่อนเดียงสา
แต่ที่ไหนได้ นายมันร่านยิ่งกว่าผู้หญิงขายตัวซะอีก //
// คนอย่างนาย ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งก็เกินพอ เชิญสนุกกับเพื่อนๆฉันต่อก็แล้วกัน //
คำพูดที่ยังคงดังก้องไปมาในโสตประสาทการรับรู้
ส่งผลให้หยดน้ำใสเอ่อล้นขึ้นมาคลอในดวงตาคู่สวย
ก่อนจะหยาดรินรดพวงแก้มซีดขาวช้าๆ หากไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นไห้
เพราะไม่มีความเสียใจใด จะทำร้ายหัวใจที่แหลกสลายยับเยินได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ความเจ็บปวดใดจะเทียบเท่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับจากบุคคลอันเป็นที่รัก
ข้อกล่าวหา ถ้อยคำวาจาที่แสนโหดร้าย เป็นดั่งคมมีดที่เชือดเนื้อเถือหัวใจ
...ฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็นไปแล้ว...
แล้วจะอยู่ต่อไปทำไม? แล้วจะอยู่ต่อไปเพื่อใคร?
มือเรียวเอื้อมเกาะขอบสะพานไว้มั่น
ดวงตาดำสนิทไร้แววก้มลงมองผืนแผ่นน้ำที่นิ่งสนิทเบื้องล่าง
ดำมืด ดิ่งลึก หนาวเย็น... เหมือนกับหัวใจของเขาตอนนี้
ถ้าได้ดำดิ่งลงสู่ผืนน้ำที่รอรับอยู่เบื้องล่างจะเป็นอย่างไร
ร่างกายที่อยู่โดยไร้วิญญาณนี้จะถูกปลดปล่อยไหม
จะหลุดพ้นจากความเลวร้ายโสมมของโลกใบนี้หรือเปล่า
ทุกๆอย่างจะจบสิ้นลงไหม...
เพียงแค่ก้าวข้ามออกไป ทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว...ใช่ไหม?
“หยุดนะ!! นายจะทำอะไรน่ะ!!”
เสียงตะโกนพร้อมทั้งมือที่เอื้อมมากระชากตัวเขาให้ถอยห่างออกจากราวสะพาน
เรียกสติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาให้กลับคืนมา
ดวงตาคู่หวานเบิกกว้างเมื่อวงแขนแข็งแรงกอดล็อคเขาไว้ทั้งตัวแน่น
กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นเหล้าจางๆจากผู้ช่วยเหลือ
กลับทำให้ความทรงจำหวนกลับไปสู่ช่วงเวลาอันแสนจะโหดร้ายอีกครั้ง
ความรู้สึกเดียวกันกับที่ได้รับเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฝ่ามือหยาบหนาของใครหลายต่อหลายคนที่กรูกันเข้ามาจับเขากดยึดไว้กับเตียงนอนนุ่ม
วงแขนที่กอดรัด กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเหล้า ใบหน้าของปีศาจที่ลอยเด่นอยู่รายรอบตัว
เสียงหัวเราะคึกคะนองที่กรีดลึกเข้าไปถึงข้างใน
ไม่นำพาต่อเสียงร้องไห้ขอความเมตตาของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
แม้แต่ใครคนนั้น ก็ยังยืนยิ้มอย่างสาแก่ใจยามที่เขาถูกทำลายลง
“อย่า!!! อย่าทำผมเลย ผมกลัวแล้ว!!”
ร่างสูงเบิกตากว้าง ตกใจที่อยู่ๆคนในอ้อมแขนก็กรีดร้องออกมาลั่นราวกับคนเสียสติ
ร่างบอบบางพยายามผลักไสวงแขนเขาออกอย่างสุดกำลัง
เนื้อตัวสั่นสะท้านราวกับหวั่นกลัวสัมผัสของเขาเต็มที่
ดวงตาแวววามชุ่มน้ำตาที่จ้องมองมาทางเขาบ่งบอกถึงความหวาดกลัวถึงขีดสุด
ไม่ใช่สิ...
ดวงตาคู่นั้นแม้จะจ้องมองมาที่เขา แต่ไม่ได้สะท้อนภาพของเขาเลย
หากที่จ้องมอง เพราะเห็นเขาซ้อนทับกับใครอีกคนหนึ่งต่างหาก
ความโหดร้ายมากมายแค่ไหนกัน ถึงจะทำให้คนๆหนึ่งเป็นได้ถึงขนาดนี้
“อย่ากลัวไปเลย นิ่งซะนะครับ...คนดี” เสียงนุ่มทุ้มที่กระซิบขึ้นข้างหู
และฝ่ามือใหญ่ที่ลูบปลอบประโลมบนแผ่นหลังบอบบางช้าๆนั้น
หยุดการดิ้นรนของอีกฝ่ายได้อย่างชะงักงัน
ดวงตาโตหวานกระพริบปริบราวกับกำลังไม่แน่ใจ หากยังฉายแววหวาดหวั่นเด่นชัด
“ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วนะ ฉันจะอยู่ข้างๆนายเอง อย่ากลัวไปเลย...”
ราวกับมีน้ำทิพย์มารินรดหัวใจที่แห้งผาก ราวกับเห็นแสงสว่างสุดท้ายในความมืดมิด
ราวกับฟางเส้นสุดท้ายที่เอื้อมมาให้เขายึดเกาะ แค่คำพูดไม่กี่คำจากคนแปลกหน้า
กลับเรียกความไว้วางใจที่ถูกทำลายลงให้กลับคืนมา แม้จะได้กลับมาเพียงเศษเสี้ยว
ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาหยัดยืนอยู่บนโลกที่แสนจะสกปรกใบนี้ได้แล้ว
ชีวิตที่ยื้อคืนจากมัจจุราชแห่งท้องน้ำที่ดำมืด จะมอบให้คนๆนี้แทนได้ไหมนะ...
+++++++++++++++++++++++++
ดวงตาดำจัดหากหวานซึ้งกระพริบขึ้นช้าๆ
เมื่อแสงจากพระอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้า
ความอบอุ่นบางเบาที่โอบล้อมรอบตัวทำให้อยากซุกกายเข้าในผ้าห่มผืนหนาอีกสักนิด
จิตใต้สำนึกที่ยังตื่นไม่เต็มที่ทำให้ยังมีความสุขกับยามเช้าที่แสนสดใส
แต่เพียงแค่ขยับร่างกาย ความเจ็บร้าวจากเบื้องล่างก็แล่นปราดขึ้นมาทันที
จากนั้น ความทรงจำเลวร้ายก็แล่นโถมเข้ามาในหัวสมองจนแทบจะรับไม่ไหว
ภาพความอัปยศที่เป็นบาดแผลฝังลึกในจิตใจค่อยๆฉายผ่านจิตสำนึกทีละภาพๆ
หยาดน้ำใสๆเริ่มไหลรินจากทางหางตาอีกครั้ง หากคราวนี้มีเสียงสะอื้นไห้เบาๆด้วย
เพราะเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหว ร้ายแรงเกินกว่ากำลังใจของเขาจะต้านทานได้
ทำไมแสงอาทิตย์ ไม่สาดแสงไล่ความมืดมิดในจิตใจของเขา
ให้เวียนผ่านไปเหมือนความมืดมิดของค่ำคืนบ้างนะ
“ร้องไห้อีกแล้ว” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเบาๆ
พร้อมกับเตียงนอนนุ่มที่ยวบลงเพราะน้ำหนักของใครคนหนึ่ง
ทำให้เด็กหนุ่มหันกลับไปมองทันที มือใหญ่ที่ยื่นมาหมายจะปาดเช็ดน้ำตาให้
ปลุกสัญชาตญาณการปกป้องตัวเองของเขาให้ตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
มือเรียวปัดมืออีกฝ่ายทิ้งแรง ก่อนจะกระถดตัวหนีไปจนชิดขอบเตียงที่ติดหน้าต่าง
“อย่า...อย่าเข้ามานะ” น้ำเสียงสั่นเครือแม้แต่ตัวเองยังจับได้
มือเล็กยังกระชับผ้าห่มไว้กับตัวมั่น ราวกับมันจะเป็นเกราะคุ้มภัยจากอันตรายรอบตัว
หากอีกฝ่ายกลับเพียงแต่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม และส่งยิ้มบางๆมาให้เท่านั้น
“ฉันแค่จะมาปลุกนายให้ลุกมากินข้าว”
ถาดข้าวต้มหอมกรุ่นที่วางไว้ปลายเตียงการันตรีคำพูดของคนร่างสูงได้เป็นอย่างดี
“เสร็จแล้วนายจะได้กินยาแล้วนอนพักต่อ เมื่อคืนนายมีไข้สูงมากนะ”
คำพูดของคนตรงหน้าทำให้เด็กหนุ่มต้องลองสำรวจตัวเองอีกครั้ง
แล้วก็ต้องตกใจเมื่อชุดนักศึกษาที่เขาเคยสวมใส่
ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อบางสีขาวสะอาดเท่านั้น
สีขาว...ช่างเป็นสีที่ไม่เหมาะกับคนสกปรกอย่างเขาเลย
“ขอโทษที่ถ้าสิ่งที่ฉันทำจะทำให้นายไม่พอใจ แต่นายไข้ขึ้นสูงมาก
เสื้อผ้าที่นายใส่มาก็...ชื้นไปหมด”
ชายหนุ่มละคำว่าขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพเสื้อไว้ได้ทัน
“ฉันเลยต้องเช็ดตัวแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ไม่งั้นนายอาจจะเป็นปอดบวมได้”
“ขอบคุณ” คำพูดแผ่วๆที่หลุดออกมาจากกลีบปากอิ่มสวย
ทำเอาชายหนุ่มกระพริบตาอย่างแปลกใจ แต่ยิ่งกว่านั้นคือความรู้สึกดีใจ
ที่อีกฝ่ายมีทีท่าเปิดใจยอมรับเขาบ้าง แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม
อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการเหม่อลอยไม่รับรู้โลกภายนอกอย่างเมื่อคืน
หรือกรีดร้องทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ก็แล้วกัน
“ไม่เป็นไร มานี่เถอะ มากินข้าวกัน”
เอ่ยเรียกร่างบอบบางที่ยังนั่งชันเข่าชิดริมขอบเตียงอีกฝั่งให้เข้ามาหา
แล้วก็ไม่ได้หันไปให้ความสนใจอีก
ไม่ใช่เพราะไม่ใส่ใจ หากเพราะเขารู้ดี
เด็กหนุ่มคนนี้เหมือนสัตว์ป่าที่บาดเจ็บมาอย่างสาหัส
สัญชาตญาณระแวงภัยทำงานอยู่เสมอ หวาดกลัวกับสิ่งรอบตัวทุกอย่าง
ไม่ไว้ใจกับอะไรหรือใครทั้งสิ้น ยิ่งเขาเอื้อมคว้าก็จะยิ่งเป็นการต้อนเด็กคนนี้ให้จนมุม
เขาจึงจำเป็นต้องปล่อย อยู่ห่างๆให้คุ้นชิน และเมื่อใดก็ตามที่ได้รับความไว้วางใจ
เมื่อนั้น สัตว์ป่าตัวนั้นก็จะเข้ามาหาเราเอง
ร่างบางนั่งนิ่งอยู่เป็นครู่ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองร่างสูงที่นั่งอยู่ปลายเตียงเป็นระยะๆ
หากอีกฝ่ายก็ยังคงง่วนอยู่กับการเลื่อนโต๊ะเล็กๆให้เข้ามาชิดขอบเตียง
เพื่อจัดวางข้าวต้มหอมกรุ่นสองถ้วยลง ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างชั่งใจ
ก่อนจะยอมปล่อยทิ้งผ้าห่มลง แล้วค่อยๆคลานไปที่ขอบเตียงช้าๆ
ที่นอนยวบไหวตามแรงขยับที่มาจากทางด้านหลังทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ที่ไม่ยอมหันกลับไปมองเพราะรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเป็นอย่างดี
อย่าทำให้อีกฝ่ายตื่นกลัว...คือสิ่งสำคัญที่สุด
แรงขยับที่ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาบ้าง บางครั้งก็หยุดลง
ทั้งๆที่เตียงเขาก็ไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็นานทีเดียว
กว่าร่างโปร่งบางนั้นจะมานั่งอยู่ที่ปลายเตียงด้วยกัน
ข้าวต้มกลิ่นหอมทำให้เด็กหนุ่มที่ไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไหร่
เจริญอาหารได้อย่างไม่น่าเชื่อ มือเรียวตักขึ้นมาชิมก็ต้องแปลกใจ
ทั้งๆที่คอเขาขมฝาดไปหมดเพราะฤทธิ์ไข้เมื่อคืน
แต่กลับไม่ทำให้รสชาติของอาหารตรงหน้าเสียไปเลย
อร่อย...คือนิยามคำเดียวที่เขาคิดออกในยามนี้
หลังจากที่อาหารมื้อเช้าผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ร่างสูงก็ลุกขึ้นไปหยิบยาแก้ไข้พร้อมน้ำเปล่ามาวางเตรียมไว้ให้เขา
“กินยาซะ แล้วอดทนนั่งก่อนสัก 10 นาทีแล้วค่อยนอน
ถ้านอนเลยเดี๋ยวจะสำลักข้าวที่พึ่งกินเข้าไป เข้าใจนะ”
คำพูดย้ำในตอนสุดท้ายทำให้เขาต้องพยักหน้ารับ และผลของการตอบรับนั้นคือ
รอยยิ้มบางๆจากเรียวปากหยักสวยได้รูป “ดีแล้ว พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ”
แผ่นหลังกว้างที่ห่างออกไปทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกเป็นสองทาง
หนึ่งคือโล่งใจ สองคือใจหาย
เรื่องราวที่เป็นบาดแผลลึกในจิตใจทำให้รู้สึกดีเมื่ออยู่คนเดียว
หากเศษเสี้ยวความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทำให้ความเหงาเข้ามากล้ำกรายได้โดยง่าย
แต่ปากกลับไปไวกว่าความคิดทั้งหมด ไม่ใช่เพราะต้องการเหนี่ยวรั้ง
หากแค่เพียงอยากรู้สิ่งที่ข้องค้างอยู่ในใจเท่านั้น
“คุณ...ชื่ออะไร?”
คำถามนั้นส่งผลให้ร่างสูงที่กำลังจะลับหายไปจากประตูห้องนอนหยุดชะงักทันที
ดวงตาคมดำที่จ้องสบมามีแววประหลาดใจฉายชัดอยู่ในนั้น
แต่สิ่งต่อมาที่ได้รับคือรอยยิ้มพร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยชัดเจน
“ฮันกยอง...ฉันชื่อฮันกยอง”
+++++++++++++++++++++++++
ร่างโปร่งบางที่นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างเป็นภาพคุ้นชินที่เขาเห็นมาจนเกือบจะสองอาทิตย์แล้ว
ดวงตากลมหวานทอดเหม่อออกไปไกล จะสิ้นสุดที่ใดก็สุดรู้
ริมฝีปากอ่อนบางมักถูกขบเม้มแน่นยามที่เจ้าตัวเผลอไผลตกอยู่ในภวังค์
ใบหน้าเรียวขาวเศร้าสร้อยราวกับแบกรับความทุกข์ทั้งโลกมาไว้ที่ตัวเอง
“คิดอะไรอยู่...หือ” วางมือลงบนศีรษะทุยสวยของอีกฝ่ายเบาๆ
รู้สึกได้ถึงแรงสะดุ้งน้อยๆผ่านฝ่ามือของตัวเอง
ดวงตาคู่โตฉายแววหวั่นกลัวอยู่ชั่วขณะ
ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อเริ่มรับรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร
“พี่ฮันกยอง” เมื่อคนตัวบางเริ่มรับรู้การมีตัวตนของเขา
ฮันกยองจึงตัดสินใจนั่งลงข้างๆ โดยเว้นระยะห่างไว้พอสมควร
ไม่อยากให้อีกฝ่ายตื่นกลัวเขานัก
เวลาแค่สองอาทิตย์ ยังเร็วเกินไปที่จะเข้าหาคนที่มีบาดแผลทั้งตัวทั้งใจแบบนี้
“คิดอะไรอยู่ บอกพี่ได้ไหม...ไวท์”
คำเรียกขานของเขาทำให้อีกฝ่ายมีสีหน้าอึดอัดใจได้ทุกครั้ง
และทุกครั้งที่เขาเรียกแบบนี้ ร่างบางก็จะตอบกลับมาเสียงแผ่วๆ
“อย่าเรียกผมแบบนี้เลย ผมไม่เหมาะกับชื่อนี้หรอก”
“ก็นายเป็นคนให้พี่ตั้งให้เอง พี่ก็จะเรียกนายแบบนี้แหละ”
ใช่...เพราะชื่อนี้เขาตั้งให้กับร่างบอบบางตรงหน้าด้วยตัวเอง
ไวท์ (White) ที่แปลว่าสีขาว สีของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ร่องรอยมลทิน
สีขาวพิสุทธิ์ ราวกับเด็กทารกแรกเกิด
ชื่อที่เขาเห็นว่าเหมาะสมกับคนตรงหน้ายิ่งกว่าชื่อใดๆ
ไม่ใช่ด้วยร่างกาย แต่ด้วยจิตใจ
พลางนึกไปถึงสามวันก่อนที่เขาตัดสินใจตั้งชื่อนี้ให้
.
.
.
.
.
“นายชื่ออะไร?” คำตอบที่ได้รับคือความเงียบที่เนิ่นนานก่อนศีรษะเล็กจะส่ายไปมา
“อย่าบอกนะว่าไม่มีชื่อ” ไม่อยากจะเชื่อว่า
เด็กหนุ่มที่อยู่ในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังอันดับหนึ่งของกรุงโซล
จะไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามไว้เรียกตัวเอง
แม้ชุดนักศึกษาสีขาวนั้นจะขาดวิ่นแทบไม่มีชิ้นดี
หากเข็มกลัดมหาวิทยาลัยยังติดอยู่เด่นชัด
“ไม่มี...ผมไม่มีอะไรทั้งนั้น ที่จริง...ผมไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำไป”
พูดได้แค่นั้นหยาดน้ำใสก็รินไหลออกจากดวงตาคู่งามอีกครั้ง
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไล่จากหัวไปจรดปลายเท้า
ทั้งๆที่คิดว่าน่าจะหมดไปตั้งแต่คืนอัปยศนั้นแล้ว
แต่หากกลับยังติดรากฝังลึกอยู่ทั่วอณูของร่างกาย ความทรมานที่แสนเลวร้าย...
“ไม่เป็นไรนะ งั้นฉันจะตั้งชื่อใหม่ให้นายเอง นายจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที ดีไหม?”
คำพูดง่ายๆที่ฟังดูน่าขันมากกว่าจะจริงจัง หากในสถานการณ์เช่นนี้
กลับทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ทำไมคนๆนี้ถึงได้ดีกับเขาขนาดนี้นะ
ทำไมต้องคอยเอาใจใส่ดูแลเขามากมายขนาดนี้
ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน แต่กลับช่วยเหลือเขาทุกอย่าง
ทำอย่างไรเขาถึงจะตอบแทนคนๆนี้ได้หมดนะ
“ฉันคิดออกแล้วล่ะ ฉันจะเรียกนายว่า “ไวท์” นะ”
ชื่อใหม่ที่ได้รับทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจก่อนจะส่ายหน้าแรง
“ไม่...ไม่เอา ผมไม่เอาชื่อนี้” ปฏิเสธเสียงสั่น “ไวท์” งั้นหรอ
คนที่สกปรกโสโครกอย่างเขาสมควรแล้วหรือที่จะถูกเรียกด้วยชื่อนี้
สีขาวพิสุทธิ์... ตรงไหนกันที่เหมาะกับชีวิตที่โสมมยิ่งกว่าโคลนตมอย่างเขา
“ผมมันสกปรก ผมมันแปดเปื้อน คุณดูไม่รู้หรือไงว่าผมถูกทำอะไรมา ผม...”
พูดได้แค่นั้นร่างบอบบางก็ถูกรั้งเข้าไปในอ้อมอกอุ่นกว้าง
เด็กหนุ่มเบิกตากว้างอย่างหวาดกลัวเพระทันทีที่ถูกสัมผัส
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายทั้งหมดก็ย้อนมาฉายชัดในหัวสมอง
ราวกับกำลังฉายภาพยนตร์เรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง
หากฝ่ามือใหญ่ที่คอยลูบหลังปลอบประโลมอ่อนหวาน
ก็ทำให้ความกลัวเริ่มจางหายไปทีละน้อยๆ
จนในที่สุดร่างบอบบางก็ยอมจำนนท์อยู่ในอ้อมอกกว้างแต่โดยดี
“พอได้แล้ว ลืมมันไปซะเถอะนะ ถ้ามันเลวร้ายนักก็ฝังกลบมันไว้ตรงนี้
อย่าให้มันมาทำลายทั้งชีวิตของนายได้อีก”
เสียงทุ้มที่เอ่ยปลอบแผ่วเบาเพราะราวกับเสียงเพลงขับกล่อม
ที่จะทำให้เขาลืมความทุกข์ในชีวิตลงได้ทั้งหมด ดวงตาจึงค่อยๆหรี่ลงจนปิดสนิท
ความอบอุ่นและความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้จิตใจสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนจิตใต้สำนึกจะดับลงคือเสียงหัวเราะนุ่มแฝงแววเอ็นดู
“หลับฝันดีนะ...ไวท์”
.
.
.
.
.
“เลิกพูดเรื่องชื่อที่พี่ตั้งให้นี่เสียที ไปกันเถอะ”
แรงฉุดข้อมือให้ลุกขึ้นตามทำให้คนตัวบางกว่าขืนตัวไว้โดยอัตโนมัติ
ใบหน้าเรียวหวานส่ายปฏิเสธแรงเร็ว
“ไม่...พี่จะพาผมไปไหน” ใบหน้าและน้ำเสียงที่แสดงอาการตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ทำให้ฮันกยองอดยิ้มบางๆออกมาไม่ได้ ฝ่ามือใหญ่กุมทับมือเล็กไว้แล้วบีบเบาๆ
“พี่ขอถามนายแค่คำเดียว เชื่อใจพี่ไหม?”
คำว่า “เชื่อใจ” คือคำที่น่าจะถูกทำลายออกจากพจนานุกรมชีวิตเขาตั้งแต่วันนั้นแล้ว
หากดวงตาคมที่สบนิ่งสะท้อนลึกถึงความรู้สึกทั้งหมดของคนตรงหน้า
ก็ทำให้เขาพยักหน้ารับออกไปจนได้
“เชื่อ...ครับ” แม้จะดูลังเลอย่างเห็นได้ชัด
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฮันกยองยิ้มออกมาได้อย่างเต็มที่
“งั้นก็มา” จูงร่างเล็กตรงออกไปที่ประตูห้อง
หากยังไม่วายกำชับซ้ำให้คนที่เดินตามหลังมั่นใจ “พี่จะไม่ทำให้นายผิดหวัง...แน่นอน”
+++++++++++++++++++++++++
สถานที่ๆชายหนุ่มพามาเรียกความตื่นตาตื่นใจจากร่างเพรียวได้ทันที
สวนสนุกขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ชานเมืองทำให้เด็กหนุ่มมองด้วยความสนใจ
จนเผลอยึดมือใหญ่ของคนข้างตัวไว้มั่น
“เคยมาไหม” คำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้าจนเรือนผมสีอ่อนกระจาย
ตากลมโตใสแจ๋วกวาดไปรอบๆตัวอย่างตื่นเต้น
ราวกับเด็กเล็กๆที่พบของเล่นแปลกใหม่ถูกใจ
ฮันกยองดึงมือคนตัวบางกว่าให้เดินตามเข้าข้างใน
ของเล่นนาๆชนิดทำให้เด็กหนุ่มลืมความเศร้าหมองในจิตใจเกือบสิ้น
ชายหนุ่มรู้ดีว่ามันอาจจะเป็นแค่เพียงชั่วเวลาไม่นานนัก
แต่อย่างน้อย เขาก็อยากให้ความทุกข์โศกหายออกไปจากจิตใจของคนๆนี้
สักเสี้ยววินาทีก็ยังดี
รอยยิ้มอ่อนบางบนกลีบปากอิ่มสวยคือสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้รับ
เมื่อเขาพาเที่ยวและเล่นเครื่องเล่นต่างๆจนทั่ว
ยามเผลอไผลรอยยิ้มหวานจับใจจะถูกเผยให้เห็นเกลื่อนใบหน้าเรียวขาว
ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายกระจ่างตายามมองไปพบสิ่งที่ตนเองชอบพอใจ
นิยามคำเดียวที่มอบให้คือคำว่า...บริสุทธิ์... ฮันกยองคิดออกเพียงแค่คำๆนี้จริงๆ
ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ถูกทำอะไร ร้ายแรงมากแค่ไหน
สภาพในค่ำคืนนั้นยังฝังย้ำชัดเจนในความทรงจำของเขา
หากแต่ความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้น
ก็ไม่อาจจะทำให้คนๆนี้แปดเปื้อนลงในสายตาของเขาได้เลย
ไวท์...ไม่ว่านายจะถูกใครทำร้ายมา นายก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ในสายตาของพี่เสมอ
“สนุกไหม?” ถามแล้วอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับเร็ว
ตามมาด้วยรอยยิ้มบางที่ทำให้หัวใจชายหนุ่มถึงกับเต้นผิดจังหวะ
“ครับ ที่สุดเลย” รอยยิ้มสวยยังคงวาดกว้าง
ดวงตายังคงเปล่งประกายสะท้อนแสงแดดยามเย็นน่ามอง
“นี่ก็เย็นแล้ว เดี๋ยวเรากลับกันเถอะ ถ้านายชอบ ไว้วันหลังพี่จะพามาอีก”
ลูบศีรษะเล็กๆนั้นอย่างเอ็นดู ก่อนจะจับจูงมือบางให้เดินออกมาพร้อมกัน
หากแรงกระตุกรั้งเบาๆทำให้เขาหันไปมองอย่างแปลกใจ “มีอะไรหรอ ไวท์”
“ขอบคุณ ขอบคุณครับ” น้ำเสียงแผ่วๆกับรอยยิ้มอ่อนใสที่มอบให้
ทำให้ฮันกยองอดยิ้มตามไม่ได้ มือใหญ่กระชับมือเล็กแน่นขึ้น
“ไม่เป็นไร พี่ดีใจที่เห็นนายยิ้มได้เสียที” คำพูดเพียงไม่กี่คำของคนตรงหน้า
กลับทำให้เด็กหนุ่มถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเอ่อขอบตา
รู้สึกตื้นตันจนแทบพูดไม่ออก ทำไมคนๆนี้ถึงให้ความสำคัญกับเขาถึงขนาดนี้นะ
ทำไมต้องดูแลเขามากมายขนาดนี้ ทั้งๆที่เขาไม่เคยทำอะไรให้ ไม่เคยตอบแทนอะไรได้
ทำไมยังทำราวกับเขามีคุณค่ามากมายขนาดนี้อีก
คุณค่า...ที่เขาไม่เคยได้รับจากคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจเลยสักครั้ง
คนที่เขามอบหัวใจทั้งดวงให้ ทุ่มเทให้ทุกอย่าง
กลับไม่เคยเห็น “คุณค่า” ในตัวเขาเลย
ไม่มีค่าเลย แม้เพียงเศษธุลี
เป็นแค่สิ่งของ ที่สามารถแบ่งปันใช้ได้ในกลุ่มเพื่อนฝูงเท่านั้น
คุณค่าเขามีเพียงแค่นั้นจริงๆ
คิดได้แค่นั้นน้ำตาก็ไหลรินออกมา
ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่เสียน้ำตาให้กับความทรงจำอันแสนเลวร้ายนั้น
ไม่เคยมีสักวันที่เขาจะละทิ้งภาพความเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ ไม่มี...
ต้องทรมานกับมันไปอีกนานแค่ไหน จวบจนกว่าจะดับสูญไปเลยหรือเปล่า
ความเจ็บปวดที่สะท้อนชัดภายในดวงตาคู่สวย
ทำให้ฮันกยองตัดสินใจดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมอกกว้าง แม้จะมีการขืนตัวเล็กน้อย
หากสุดท้ายร่างบางก็โอนอ่อนเข้าหาแต่โดยดี มือใหญ่ลูบโลมเส้นผมสีสว่างแผ่วเบา
รับรู้ได้ดีถึงบาดแผลลึกในจิตใจ
ที่ยังตามหลอกหลอนร่างบอบบางในอ้อมแขนแทบจะตลอดเวลา
หากทำได้เขาคงจะเลือกรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ที่ตัวเขาเอง
แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกนั้น
จึงได้แต่หวังว่าการที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้ จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ว่า
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างไปด้วยเสมอ
“ไวท์ พี่รู้ว่าสิ่งที่นายพบเจอมาอาจจะหนักหนาสาหัสจนยากที่จะลืม
แต่พี่อยากให้นายจำเอาไว้อย่างหนึ่ง ไม่ว่าเมื่อไหร่ นายจะมีพี่อยู่ข้างๆเสมอ”
“ตลอดไปหรือเปล่า พี่จะอยู่กับผมตลอดไปใช่ไหม”
กลั้นใจถามออกไปดังที่หัวใจเรียกร้อง แม้จะรู้ว่าไม่คู่ควรเพราะเขาช่างสกปรกเหลือเกิน
หากขอได้ไหม ขอเห็นแก่ตัวสักครั้ง เขาขอไม่ปล่อยมือจากผู้ชายคนนี้ได้ไหม
“ได้สิ ถ้านายต้องการ พี่จะอยู่กับนายตลอดไป” ย้ำคำดุจตอกย้ำลึกบนหลักศิลา
เรียวแขนขาวเอื้อมรัดรอบเอวร่างสูงเป็นคำตอบ ว่าเขาต้องการคนๆนี้มากแค่ไหน
สวรรค์...
หากยังเมตตาคนอย่างผมบ้าง ได้โปรด อย่าทำลายหัวใจของผมลงอีกเลย
ขอให้ผมได้ลองเชื่อใจใครอีกสักครั้ง...ได้หรือเปล่า
ขอให้ผมได้ลองรักใครอีกสักครั้ง...ได้ไหม
+++++++++++++++++++++++++
TBC.